คนรักษ์ป่า “ก่อชิ เพชรไพรพนาวัลย์”

เผยแพร่วันที่ 24 กันยายน 2021

คนรักษ์ป่า : “ในปี 2540- 2541 พื้นที่จอมทองหลายแห่งมีความขัดแย้ง เรื่อง สิทธิ์ที่ดินทำกิน และการจัดการทรัพยากร ถึงขั้นมีม็อบปิดถนนเพื่อให้เกิดระบบการจัดการ เมื่อก่อนไม่มีหน่วยงานไหนเป็นเจ้าภาพเข้ามาช่วย ชาวบ้านเลยลุกขึ้นมาทำกิจกรรมอนุรักษ์และดูแลทำแนวป้องกันไฟป่ากันเองทุกปี เมื่อชาวบ้านทำกันจริง เขาควรได้งบสนับสนุน” 

.

ก่อชิ เพชรไพรพนาวัลย์ นายกเทศมนตรี ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าว

.

จากเดิมที่ชุมชนทำแนวกันไฟกันที ต้องไล่ทำหนังสือของบ ได้เงินบ้าง ได้ปลากระป๋องบ้าง พอผมได้เข้ามาดำรงตำแหน่งก็หาช่องทางให้งบสนับสนุนที่ชัดเจน เกิดความคล่องตัวในการทำงาน หลังจากนั้นมีการก่อตั้ง “เครือข่ายลุ่มน้ำแม่ยะ-แม่ปอนและแม่กลางตอนบน” ขึ้น 

.

ทำให้สามารถกระจายงบประมาณเข้าถึงแต่ละหมู่บ้านได้ทั่วถึง พอระบบเป็นรูปเป็นร่างมีการตั้งองค์กรจัดการหมอกควันไฟป่าอย่างยั่งยืนขึ้น และออกข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาข้อขัดแย้งพื้นที่ทำกิน 

.

แต่ก่อนนี้ชุมชนมีการบุกรุกแผ้วถางเพราะแนวเขตไม่ชัด เจ้าหน้าที่มาจับกุมดำเนินคดี เกิดปัญหาต้องไปประกันกันทุกปี พอจับประเด็นได้ก็คิดว่าเราต้องเริ่มจากการกันแนวเขตก่อน พอแก้เรื่องนี้ได้แนวเขตที่ทำกินชัด ชุมชนช่วยกันดูแลพื้นที่ได้ หน่วยงานลดการจัดการ มีอะไรก็เจรจาได้ก่อนที่เรื่องจะลุกลาม 

.

ซึ่งกระบวนการมีส่วนร่วมช่วยจัดการได้ดีที่สุด โดยจะเริ่มได้เราต้องเข้าใจโจทย์และความขัดแย้งในพื้นที่ แล้วพยายามหาช่องทางในการเอื้ออำนวยการให้ทุกฝ่ายเกิดการหาทางแก้ร่วมกัน

 

ใช้อำนาจท้องถิ่นเพื่อเอื้อกับการทำงานของประชาชน

“ผมเห็นปัญหาของชุมชนมานาน พอได้เข้ามาอยู่ตรงนี้ก็คิดไว้เสมอว่าเราจะมีเครื่องมืออะไรที่จะช่วยสนับสนุนกิจกรรมที่ชาวบ้านทำอยู่แล้วให้เป็นกิจจะลักษณะขึ้นได้บ้าง” จากการเรียนรู้มาจากหลายกรณีศึกษาก็เห็นช่องในเรื่องการใช้เทศบัญญัติท้องถิ่นในการเปิดช่องให้งบสนับสนุนงบประมาณ 

.

เพื่อเอื้อต่อกิจกรรมชุมชนที่ทำกันอยู่ทุกปี โดยให้งบแต่ละลุ่มน้ำไปทำกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็น การสำรวจ การประชุม การลงพื้นที่ตรวจลำน้ำ การทำพิธีไหว้ผีขุนน้ำ หรือกิจกรรมป้องกันไฟ ทั้งการทำแนวกันไฟ การเฝ้าระวังป้องกันไฟป่า และเรื่องใหญ่สุดของชุมชนด้านสิทธิทำกิน เราก็ออกเทศบัญญัติท้องถิ่น การจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า เพื่อเกิดกระบวนการสำรวจข้อมูลที่ดินทำกิน 11 หมู่บ้าน 6 พันกว่าแปลง 2 หมื่นกว่าไร่ ออกมาให้ชัดเจน มีการขึ้นทะเบียนประวัติที่ดินทำกินทุกแปลง โดยยึดข้อมูลแผนที่ปี 2545 และปี 2547 เป็นหลักอ้างอิง

.

ซึ่งมูลนิธิไทยรักษ์ป่า มูลนิธิการพัฒนาที่ยั่งยืนเข้ามาช่วยตั้งแต่ต้น โดยมี ชุมชน ส่วนการปกครอง ส่วนท้องถิ่น กรมอุทยาน กรมป่าไม้ โครงการหลวงเข้ามาช่วยกันทุกฝ่าย เมื่อมีข้อมูลชัด หน่วยงานเกิดการยอมรับ งานพัฒนาพื้นที่และคุณภาพชีวิตจึงเดินหน้าไปได้

 

เจออะไรคิดไว้ก่อนว่าต้องแก้ได้

โจทย์ เรื่องพื้นที่ทำกินและการพัฒนามักติดเงื่อนไขจิปาถะแทบจะทุกพื้นที ผู้บริหารพื้นถิ่นต้องเริ่มที่คิดไว้ก่อนว่าแก้ได้ แล้วค่อยๆทำความเข้าใจ ระเบียบ กติกา  ประเด็นพื้นที่ ประสานความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามา แล้วดึงพันธมิตรที่มีความรู้จากภายนอกมาช่วย ทำความเข้าใจกรณีศึกษา และเหนือสิ่งอื่นใดต้องเริ่มจากการลุกขึ้นมาจัดการตัวเองก่อนเป็นสิ่งสำคัญ

 

เมื่อแก้เรื่องสิทธิ์ได้งานพัฒนาก็เดินหน้าได้

พื้นที่เราเดิมเป็นเขตพื้นที่พิเศษยากต่อการพัฒนา เมื่อมีการทำประวัติที่ดินทำกินรายแปลงและกันขอบเขตพื้นที่ทำกินแน่ชัด การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ถนน ไฟฟ้า และแหล่งน้ำ สามารถทำได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันทำไปแล้วครอบคลุมเกือบทุกหมู่บ้าน เมื่อการพัฒนาเข้าถึง เราเชื่อมโยงกับทุกหน่วยงานได้ ชุมชนก็ดีขึ้นในทุกๆด้าน

 

ความคาดหวังต่ออนาคต

จากการทำงานผมเป็นนายกเทศมนตรี ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ มายาวนานถึง 17 ปีตอนนี้การแก้ปัญหาของเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ยะ-แม่ปอนและแม่กลางตอนบน ดำเนินการไปแล้วกว่า 80 เปอร์เซ็นต์  ปัจจุบันชุมชน “ไม่บุกรุก ไม่แย่งชิง ไม่ขัดแย้ง” 

.

พื้นที่ทั้งหมดขึ้นทะเบียนประวัติที่ดินแล้ว พบว่ามีพื้นที่ปลูกป่าร้อยละ 20 ในพื้นที่ อนาคตอยากให้ป่า 20 เปอร์เซ็นต์ นี้ เป็นป่าใช้สอยที่ชุมชนสามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้ ทั้ง สัก พยุง อโวกาโด ไผ่ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพิ่มออกซิเจน และชุมชนสามารถเข้าใช้ประโยชน์ป่าใช้สอยนี้ได้ ตัดใช้และปลูกเติมได้จนรุ่นลูกรุ่นหลาน 

.

“เมื่อมีป่าใช้สอย ชุมชนก็ไม่ต้องไปรังแกป่า ใช้ประโยชน์จากส่วนนี้เอา” 

.

ทั้งนี้ ในอนาคตพื้นที่เรายังสามารถเป็นโมเดลพื้นที่ต้นแบบการจัดการตัวเองให้แก่พื้นที่ อพท. อื่นๆเข้ามาศึกษาได้อีกด้วย

 

#คนรักษ์ป่า #วิถีชุมชนคนอยู่ร่วมผืนป่า

#คุณค่าในความหลากหลายทางชีวภาพ #คุณค่าป่าต้นน้ำ

แบ่งปันเรื่องราวของป่า