ความเป็น ค่ า ย เ ด็ ก ไ ท ย รั ก ษ์ ป่ า

เผยแพร่วันที่ 23 เมษายน 2020

ความเป็น ค่ า ย เ ด็ ก ไ ท ย รั ก ษ์ ป่ า

ค่ายอนุรักษ์ที่พาไปรู้จัก สัมผัส และรู้สึกรัก(ษ์) ธรรมชาติ ในแบบของเราเอง

___________________________________________________________________

เรื่อง อัจฉรา คำมะณี

“หัวใจว่างเปล่า” คือ สิ่งจำเป็นที่ต้องยัดใส่กระเป๋าไปพร้อมกับชุดลำลองพร้อมเลอะ รองเท้าผ้าใบ และไฟฉายส่องสว่าง เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ เพื่อนใหม่ และเรียนรู้ธรรมชาติในโลกกว้างที่เกินกว่าจะนั่งศึกษาแต่ในตำรา

ในวันนี้จึงขอชวนทุกคนมาร่วมทำความรู้จักกับ “ค่ายเด็กไทยรักษ์ป่า” ค่ายอนุรักษ์ที่พาไปรู้จัก สัมผัส และรู้สึกรัก(ษ์) ธรรมชาติ ในแบบของเราเอง แห่งนี้มากยิ่งขึ้น

 ทำไมต้อง “ค่ายเด็กไทยรักษ์ป่า” ?

ค่ายเด็กไทยรักษ์ป่า เป็นค่ายที่จัดขึ้นโดยมูลนิธิไทยรักษ์ป่า ซึ่งได้รับการก่อตั้งและสนับสนุนการดำเนินงานจากกลุ่มบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป ที่มีพันธกิจในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ให้กับเยาวชน 3 ภูมิภาค คือ เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช และชัยภูมิ โดยได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายอนุรักษ์ ทั้งอุทยานแห่งชาติ โรงเรียนเครือข่ายเยาวชนไทยรักษ์ป่า ภาคีสิ่งแวดล้อม และชุมชนโดยรอบ จากความมุ่งมั่นตั้งใจที่มีร่วมกัน นั่นคือ การปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติป่าต้นน้ำและสิ่งแวดล้อมให้เจริญเติบโตลงในใจของ “เ ย า ว ช น”

 

ได้ชื่อว่า “ค่าย” อย่างไรก็ยังเป็น “ค่าย”

หากเราลองนั่งนึกย้อนกลับไปยังค่ายต่างๆ ที่เคยได้ผ่านเข้ามาในชีวิต ภาพของความไม่สะดวกสบายเฉกเช่นการอยู่ที่บ้านอาจปรากฎขึ้นมาเป็นอันดับแรก ‘ความเป็นค่าย’ เด็กไทยรักษ์ป่า ก็คงไม่ได้แตกต่างไปจากความธรรมดาของค่ายที่เราเคยรู้จักมากนัก การลดและใช้ทรัพยากรต่างๆ เท่าที่จำเป็น การฝึกฝืนตนให้อยู่ในสภาวะที่ไม่คุ้นชิน เป็นสิ่งแรกๆ ที่เยาวชนจะต้องเจอ … จิตสำนึกจะเกิดขึ้นได้ เมื่อพบเจอความยากลำบาก และอาจจะเป็นส่วนหนึ่งให้ฉุกคิดได้ว่า ในชีวิตประจำวันของเรามีสิ่งที่เกินความจำเป็นมากมาย

แต่ความลำบากภายในค่าย ถูกดำเนินไปภายใต้กฏเหล็กสำคัญของค่ายเด็กไทยรักษ์ป่า ที่ชื่อ ความปลอดภัย และการเข้ามาอยู่ร่วมกันกับผู้คนที่มีความหลากหลาย ก็ย่อมต้องเคารพในกฎกติกา เพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่ทุกคนในค่าย แต่ที่อาจแตกต่างออกไป ก็คงจะเป็นการเปิดใจและละทิ้งกรอบบางอย่างที่เราเคยมี เพราะ ‘ทุกคน คือ คนค่าย’ ที่จะได้ร่วมเรียนรู้ธรรมชาติและสิ่งใหม่ไปด้วยกัน

 

เพราะต้องรู้จักก่อน จึงจะรู้สึกรัก(ษ์)

การพาเด็กๆ และเยาวชนก้าวเท้าเข้าสู่ผืนป่า แล้วลองเอาหูแนบฟังก้อนหิน เอามือโอบกอดลำต้นไม้ใหญ่ และเอาเท้าสัมผัสกับความเย็นของน้ำใสในลำธาร เพราะเชื่อว่า ‘การทำความรู้จักโดยการสัมผัสตรงกับธรรมชาติป่าต้นน้ำที่เป็นของจริง ร่วมกับการให้ความรู้เรื่องระบบนิเวศ การสื่อความหมาย และ “การมองธรรมชาติเป็นเพื่อนรัก” จะทำให้พวกเขารู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติ รับรู้ในคุณค่าของป่าต้นน้ำที่เป็นต้นกำเนิดของสรรพชีวิต แล้วสามารถเชื่อมโยงกลับมาสู่ต้นทางชีวิตของตัวเราเองได้อย่างเข้าใจ’ อาจถือได้ว่าเป็นแกนกลางสำคัญของค่ายนี้…

เพราะหากเปรียบเทียบกับการดำเนินชีวิตของคนเรา ก่อนที่เราจะรู้สึกรัก หวงแหน หรืออยากดูแลสิ่งใด เราก็จะย่อมต้องรู้จักและเข้าใจสิ่งนั้นให้ดีเสียก่อนใช่ไหม? …การ ‘รัก(ษ์)ธรรมชาติ’ ก็คงเช่นกัน

 

กองทัพอนุรักษ์ ก็ยังต้องเดินด้วยท้อง

“ทำอาหาร – ทำอาหาร – ทำอาหาร” เสียงประกาศจากพี่ค่าย ตามมาด้วยเสียงวางแผนรายการอาหาร หักเศษกิ่งไม้ ก่อไฟ และตะหลิวกระทบกับกระทะของเด็กๆ ดังขึ้นวันละ 3 มื้อ ตบท้ายด้วยกลิ่มหอมของกับข้าวที่ถูกวางเรียงรายพร้อมให้รับประทาน

เพราะการทำอาหารในค่ายนี้ เด็กๆ แต่ละกลุ่มจะต้องช่วยกันบริหารจัดการวัตถุดิบที่มีอยู่ให้เพียงพอสำหรับอาหารทุกมื้อ รวมทั้งการแบ่งหน้าที่และลงมือลงแรงช่วยกันจนอาหารมื้อนั้นสุกสำเร็จ …การทำอาหารที่นี่จึงไม่ใช่แค่การปรุงอาหาร แต่ยังเป็นการปรุงความสัมพันธ์ของคนในค่ายให้แน่นแฟ้นและอร่อยไปด้วยรอยยิ้ม ซึ่งมิตรภาพที่เกิดขึ้นระหว่างกันนี้ จะโยงใยหัวใจของนักอนุรักษ์รุ่นเยาว์ในการร่วมดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติต่อไป

 

อาจเพราะคนค่ายเด็กไทยรักษ์ป่า ที่หาไม่ได้ในค่ายอื่นๆ

ความพิเศษของค่ายเด็กไทยรักษ์ป่า คือ ผู้คนจากหลากหลายที่มา เสียงหัวเราะ และการพูดคุยที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในค่ายอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึง…

การสื่อความหมายธรรมชาติเคล้าเสียงเพลงในค่าย ที่ถูกบอกเล่าด้วยวิธีการของคนค่ายเด็กไทยรักษ์ป่า แตกต่างกันออกไปตามประสบการณ์ องค์ความรู้ และความเข้าใจธรรมชาติในมิติต่างๆ แต่สิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกัน ก็คือ ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดให้เยาวชนได้มองเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น รวมทั้งคุณค่าในตัวของพวกเขาเอง พลังของเยาวชนตัวเล็กๆ ที่จะสามารถอยู่ร่วมและดูแลรักษาธรรมชาติที่พวกเขารัก(ษ์) ไว้ได้จริงๆ

 

ธรรมชาติยิ่งใหญ่ ตัวเรายิ่งเล็กลง

            วงสนทนาเล็กๆ ของผู้คนในค่ายท่ามกลางแสงเทียนในค่ำคืนวันสุดท้าย รายล้อมไปด้วยความเงียบสงบของธรรมชาติรอบข้าง สายลมพัดผ่านยอดไม้เสียงดังเอียดออดเป็นครั้งคราว เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในค่ายถูก ‘แบ่งปัน’ ร่วมกันภายในวงนี้

ธรรมชาติทั้งหมดที่เราได้รู้จัก สัมผัส และรู้สึกรัก(ษ์) จากค่ายแห่งนี้ เป็นเพียงหน่วยเล็กๆ ของระบบธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่โลกสรรค์สร้างขึ้นมา คำพูดที่ถูกบอกเล่าเสมอในค่าย คือ “…ไม่ว่าตัวเราจะเป็นใคร มีหน้าที่อะไร หรือจะไปอยู่ ณ ที่แห่งใด ซึ่งอาจไม่ใช่ป่าอุดมสมบูรณ์ดังที่เราได้มาอยู่ในตอนนี้ แต่หัวใจที่มีสีเขียวและรัก(ษ์)ธรรมชาตินั้น จะอยู่กับเราไปตลอด เราสามารถทำสิ่งดีๆ เพื่อร่วมดูแลและรักษาธรรมชาติไว้ได้เสมอ”

 

แทนที่จะได้คำตอบ เราอาจได้คำถามกลับไป

หลังจบค่าย สิ่งที่เราทุกคนในค่ายทำได้ก็คือการโบกมือลา บางคนอาจไม่ได้กลับมายังผืนป่าต้นน้ำแห่งนี้อีกแล้ว…เพราะทุกคนต่างต้องกลับไปใช้ชีวิตและทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป…

สิ่งที่สำคัญ คงเป็นบางอย่างที่เกิดขึ้นในหัวใจของเรา ที่อาจไม่ใช่คำตอบ แต่กลับเป็นคำถามว่า “หลังจากนี้เราจะทำอย่างไร เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาไว้ซึ่งธรรมชาติที่เราได้รู้จักและรู้สึกรัก(ษ์) ในรูปแบบที่เราทำได้ ในบริบทที่เราเป็นอยู่” ซึ่งนั่นอาจเพียงพอแล้วสำหรับทุกๆ สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดไม่กี่คืนและวันที่ผ่านมาของค่ายที่ชื่อว่า “ค่ายเด็กไทยรักษ์ป่า” …

แบ่งปันเรื่องราวของป่า