คุยกับสถาปนิก ผู้ออกแบบการปรับปรุงเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ที่เชื่อว่า “กลมกลืนกับธรรมชาติ” นั้นดีที่สุดแล้ว อาจารย์จุลพร นันทพานิช
เผยแพร่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2021

วันนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับชายผู้ได้ชื่อว่า เป็นสถาปนิก ผู้ออกแบบที่เข้าใจระบบนิเวศ และมีวิถีชีวิตที่กลมกลืนกับธรรมชาติ “อาจารย์จุลพร นันทพานิช” ผู้ออกแบบการปรับปรุงเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน จ. เชียงใหม่ ชวนอาจารย์พูดคุยถึงกระบวนการคิด วางแผน และออกแบบอย่างประณีตในวันที่กิ่วแม่ปานเปลี่ยนแปลง กับโจทย์ที่ฟังแล้วดูง่าย…แต่ทำนั้นแสนยาก อย่าง “ความกลมกลืนกับธรรมชาติ”
“กิ่วแม่ปาน” นับเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ได้รับความนิยมเป็นลำดับต้นๆ จากนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ระยะเวลามากกว่า 20 ปี ที่เส้นทางแห่งนี้เปิดให้ผู้คนได้เข้าไปเดินศึกษาชมความงามของธรรมชาติป่าต้นน้ำและป่าเมฆที่สูงที่สุดของประเทศไทย
ในวันนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อระบบนิเวศธรรมชาติจากการถูกใช้งานอย่างหนักของกิ่วแม่ปาน ปรากฏให้เราเห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งรากไม้โผล่พ้นดิน ดินแน่นแข็ง และพืชคลุมดินบนเส้นทางที่ลดลงอย่างมาก
มูลนิธิไทยรักษ์ป่า โดยการสนับสนุนจากบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป ร่วมกับอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ และผู้เชี่ยวชาญ จึงต้องร่วมกันสำรวจระบบนิเวศธรรมชาติและผลกระทบที่เกิดขึ้นอีกครั้ง แล้วหารือถึงการออกแบบเส้นทางฯ อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ เพื่อลดผลกระทบ ง่ายต่อการก่อสร้างและซ่อมแซม ขณะเดียวกันก็ต้องมีมาตรฐานและปลอดภัยกับนักท่องเที่ยวด้วย จึงนับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลยสำหรับกระบวนการออกแบบเส้นทางฯ ในครั้งนี้ของทีมอาจารย์จุลพร
กระบวนการในการออกแบบการปรับปรุงเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานของอาจารย์ เป็นอย่างไร
ผมเริ่มต้นตั้งแต่การลงพื้นที่สำรวจ ให้เห็นว่าปัญหาคืออะไร ไปดูพฤติกรรมการใช้เส้นทาง แล้วจึงนำมาสู่กระบวนการออกแบบเพื่อแก้ไขปัญหา และทำให้เกิดการใช้งานในแบบที่รบกวนธรรมชาติให้น้อยที่สุด
เมื่อสำรวจเสร็จ ก็จะนำเสนอผลกระทบที่พบ พร้อมทำแบบร่างเพื่อหารือร่วมกับมูลนิธิไทยรักษ์ป่า และอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ในการออกแบบเพื่อลดผลกระทบนั้น รวมทั้งหารือกับชุมชนกลุ่มมัคคุเทศน์ท้องถิ่นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลและซ่อมแซมด้วย โดยรูปแบบที่สรุปกันออกมา คือ ทางเดินยกระดับ หรือ บอร์ดวอล์ค ที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ในตอนนี้

หลังจากลงพื้นที่สำรวจแล้ว เห็นปัญหาอะไรบ้าง
กิ่วแม่ปานเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนเข้าไปใช้งานเยอะ การเดินในพื้นที่ธรรมชาตินั้นจะกระทบกับพืชชั้นเรือนรากก่อน ทำให้เส้นทางเดินกลายเป็นดิน เมื่อฝนตกก็จะเกิดการชะล้างพังทลายมากกว่าพื้นที่ที่มีพืชปกคลุมอยู่ ดินพังเสียรูปไปในหลายจุดจนทำให้รากไม้โผล่พ้นดินขึ้นมา ซึ่งในระยะยาวย่อมไม่ดีต่อระบบนิเวศและต้นไม้ใหญ่บนเส้นทางฯ ที่จะโค่นล้มตายได้ ซึ่งนี่คือผลกระทบที่นำไปสู่กระบวนการออกแบบเพื่อแก้ไข
เป้าหมายหลักในการออกแบบการปรับปรุงเส้นทางฯ ในครั้งนี้
ตลอดเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะทางประมาณ 3.2 กิโลเมตร เราจะออกแบบเพื่อลดผลกระทบในจุดที่วิกฤตก่อน เพื่อให้ระบบนิเวศข้างล่าง ทั้งเรือนรากและพืชคลุมดินฟื้นตัวได้จากการถูกรบกวน และให้เกิดการใช้งานอย่างมีมาตรฐานและปลอดภัย หากยังปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ต่อไป เมื่อรากโผล่พ้นดินมากๆ ต้นไม้ก็อาจตายได้ในที่สุด และคนเดินเส้นทางเองก็อาจไปสะดุดจนเกิดความไม่ปลอดภัยได้
แกนกลางหลักที่นำมาใช้ในการออกแบบ
“ความกลมกลืนกับธรรมชาติ” ที่คงความแข็งแรง ทนทาน รบกวนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขณะเดียวกันก็ต้องง่ายต่อการดำเนินการก่อสร้าง วัสดุทุกอย่างไม่หลุดร่อนหรือทิ้งเศษซากที่อาจทำให้สัตว์ป่ากินเข้าไปจนเกิดอันตราย การออกแบบก็จะเลือกที่จะไม่ให้เกิดสถานการณ์เช่นนั้น
มีข้อกังวลอะไรบ้างไหม ต่อรูปแบบบอร์ดวอล์คที่ได้เลือกออกแบบมา
ทางเดินยกระดับปกติทั่วไป โครงสร้างมักจะเป็นตอม่อที่ทำจากปูนซีเมนต์ แต่ในเส้นทางฯ เราจะใช้วิธีการแบบนั้นไม่ได้ เพราะจะทำให้ไปรบกวนระบบเรือนรากของต้นไม้ เราจึงต้องคิดวิธีการว่ามีรากฐานอะไรที่จะไม่รบกวนธรรมชาติมากนัก จึงเลือกใช้เป็นเข็มเหล็กในการเจาะลงไปให้เป็นโครงสร้างรับน้ำหนัก
แต่โครงสร้างอย่างเข็มและคานเหล็กเอง ก็อาจจะเป็นวัสดุที่ดูไม่ค่อยกลมกลืนกับธรรมชาติมากนัก แต่เมื่อพิจารณาถึงการเป็นเส้นทางฯ ที่ต้องรองรับการใช้งานอย่างหนักของกิ่วแม่ปานแล้ว จึงยังจำเป็นต้องใช้เข็มเหล็กเพื่อไม่ให้รบกวนเรือนราก และใช้คานเหล็กเพื่อให้มีสมรรถนะในการรับน้ำหนัก รวมทั้งทนทานต่อสภาพภูมิอากาศที่ชุ่มชื้นและเย็นเกือบตลอดทั้งปี ซึ่งแผ่นทางเดินข้างบนก็จะเป็นวัสดุไม้จริงแบบธรรมชาติเพื่อให้มีความรู้สึกที่กลมกลืนอยู่ โดยเลือกใช้ไม้จากเรือนเก่าซึ่งสามารถนำกลับมาเป็นแผ่นไม้ได้ใหม่ เป็นการผสมผสานเพื่อให้เกิดการใช้งานได้อย่างเหมาะสม และกลมกลืนกับธรรมชาติให้มากที่สุด
คำว่า “กลมกลืนกับธรรมชาติ” ในความหมายของอาจารย์
ในเรื่องของการออกแบบ ง่ายที่สุดเลยก็คือ “ใช้วัสดุที่เป็นธรรมชาติ” อย่าง ไม้ ไม้ไผ่ แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้วัสดุที่ผ่านกระบวนการสังเคราะห์ เราก็จะต้องคิดวิธีการเพื่อให้เกิดความกลมกลืน เช่น ทาสี หรืออื่นๆ ในส่วนของมุมมอง ก็จะออกแบบให้มีความเป็นเส้นสายของธรรมชาติที่คดเคี้ยว ดูแล้วสบายตา ไม่ได้เป็นเส้นสายแบบเรขาคณิตมากจนเกินไป
แล้วการใช้ชีวิตอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ
“คงเป็นการใช้ชีวิตแบบไม่ทิ้งหรือพยายามทิ้งร่องรอยไว้ให้เกิดแก่โลกใบนี้แบบน้อยที่สุด” กินง่ายอยู่ง่าย นอนง่าย คล้ายกับหลักที่เราใช้ในการออกแบบ อย่างบ้านอาจารย์เองก็เลือกใช้วัสดุที่สามารถย่อยสลายได้เกือบทั้งหมด ปลูกต้นไม้ให้เป็นสวนป่า “การกลับไปสู่ความง่ายที่คนชอบคิดว่าเป็นเรื่องยาก จริงๆ ไม่ยากหรอก แค่ฝึกเอา”
“ความเป็นนักออกแบบที่เข้าใจธรรมชาติและระบบนิเวศ” ของอาจารย์ การได้เดินกิ่วแม่ปาน นอกจากปัญหาที่เจอ มีมิติอื่นๆ บ้างไหม ที่เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ
ผมอยากให้เส้นทางฯ กิ่วแม่ปาน เป็นแนวทางหรือต้นแบบของการจัดการเส้นทางศึกษาธรรมชาติในพื้นที่ธรรมชาติที่เปราะบาง เพราะมุมมอง ทิวทัศน์ และธรรมชาติที่สวยงามของกิ่วแม่ปานตลอดระยะเวลา 20 ปี ที่ผมเคยได้เดินมา ตั้งแต่ยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการ เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบที่เราต้องการเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติให้มากที่สุด เพื่อคงรักษาและส่งเสริมความสวยงามนั้นไว้นานๆ

“ธรรมชาติเป็นนักออกแบบที่เก่งที่สุด”
“ธรรมชาติเป็นแม่บทของการออกแบบอยู่แล้วแทบจะทุกเรื่อง” สำหรับนักออกแบบเราก็จะต้องดูกลไกของธรรมชาติเป็นหลัก อย่างในเส้นทางฯ กิ่วแม่ปาน เราจะไม่ค่อยเห็นเส้นสายเรขาคณิตในธรรมชาติ และความเป็นธรรมชาติเองก็ตั้งอยู่บนหลัก “อนิจจัง” เติบโต หมดอายุขัย ผุงพังตายไป เป็นที่มาของการออกแบบโดยเลือกใช้ “ไม้” ซึ่งเป็นวัสดุเดียวที่สอดคล้องกับหลักนี้ เพราะ ไม้ เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืนที่ควรนำมาใช้งาน แต่เราเองก็ต้องมีวัฒนธรรมในการปลูกชดเชยกลับคืนไปด้วย
อาจารย์เห็นอะไรในผู้ที่มาเดินเส้นทางฯ กิ่วแม่ปาน
คนที่มาเดินกิ่วแม่ปานนั้น มีความหลากหลาย ทั้ง ลูกๆ พาคุณพ่อคุณแม่ที่อายุเยอะแล้วมาเดิน ครอบครัวมาเดินด้วยกัน ครูพาเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ มา คู่หนุ่มสาว เพื่อนร่วมเกษียณชวนกันมาเดิน ผมเองอยู่ตรงนั้นด้วยจึงทำให้มองเห็นว่า น้อยมากที่คนเดินจะหยุดอ่านป้ายสื่อความหมาย หรือพยายามดูว่าต้นไม้ต้นนี้คือต้นอะไร
การเดินให้ครบ ดูทิวทัศน์ และถ่ายรูปแล้วจบ จึงเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย เพราะกิ่วแม่ปานมีธรรมชาติที่น่าทึ่งและให้เราเรียนรู้ได้หลายอย่าง ดังนั้นในการเดินจึงต้องมีมัคคุเทศน์ท้องถิ่นช่วยอธิบายและสื่อความหมายของธรรมชาติไปพร้อมกันด้วย ซึ่ง “หากผู้คนที่มาเดินเส้นทางฯ ให้ความสนใจกับธรรมชาติที่อยู่รอบตัว และตั้งใจฟังการบอกเล่าจากมัคคุเทศน์ที่เขามีความภาคภูมิใจกับเส้นทางฯ กิ่วแม่ปานแห่งนี้ เชื่อว่าก็จะได้รับประโยชน์อย่างมาก”
ในฐานะผู้ออกแบบการปรับปรุง อยากเห็นเส้นทางฯ กิ่วแม่ปาน ทำหน้าที่อะไร
กิ่วแม่ปาน คือห้องเรียนให้เราทุกคนในสังคมได้กลับมาศึกษาและสนใจกับธรรมชาติจริงๆ ที่ไม่ใช่แค่การมาเดินดูทิวทัศน์เท่านั้น แล้วเส้นทางฯ นี้ก็จะกลายเป็นห้องเรียนธรรมชาติที่วิเศษมาก ซึ่งจะค่อยๆ วิวัฒนาการไป จากเด็กๆ ในวันนี้ที่ได้มีความคิดและเรียนรู้ในการเชื่อมโยงตัวเรากับธรรมชาติมากขึ้น ผมมองว่า กิ่วแม่ปานตลอดระยะทางกว่า 3.2 กิโลเมตรนี้ คือ “ห้องเรียนธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่”
สุดท้าย ฝากอะไรถึงผู้มาเดินเส้นทางฯ กิ่วแม่ปานต่อไป
อยากฝากว่า “กิ่วแม่ปานเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ดีและมีคุณค่า” แต่ตอนนี้เขากำลังแบกรับภาระที่หนัก แต่ผมก็ยังยืนยันว่าเราควรเข้ามาใช้งาน แต่การเข้ามาทุกครั้งนั้น ก็ต้องใช้อย่างละมุนละม่อม ไม่เดินออกนอกเส้นทางฯ ไม่ทำอะไรที่เป็นการรบกวนธรรมชาติ ช่วยกันดูแลรักษา ไม่ทิ้งขยะที่เป็นวัสดุแปลกปลอมจนอาจทำให้สัตว์ป่ามากินแล้วเขาตายได้ เดินเส้นทางฯ โดยไม่ส่งเสียงดัง เคารพสิทธิ์ผู้อื่นที่ร่วมเดินเส้นทาง เคารพกฎระเบียบของอุทยานฯ และที่สำคัญ คือ เคารพธรรมชาติ …แล้วเราก็จะได้รับความรู้ ความสวยงาม และความอิ่มเอมใจจากห้องเรียนธรรมชาติแห่งนี้เป็นสิ่งตอบแทน.
