ตามลมหนาว…ไปหาป่าเหนือ
เผยแพร่วันที่ 17 เมษายน 2020

ตามลมหนาว…ไปหาป่าเหนือ
ฤดูหนาวมักเย้ายวนให้เราอยากออกเดินทางเสมอ ความหนาวทำให้นึกถึงการใช้ชีวิตช้าๆ นึกถึงการได้พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ นึกถึงสายลมเย็นๆ ที่สัมผัสใบหน้าอย่างแผ่วเบา กลิ่นของฤดูหนาวนั้นพิเศษ คล้ายแอบซ่อนความทรงจำบางอย่างที่มักทำให้ผ่อนคลายเสมอเวลานึกถึง แล้วความเย้ายวนเหล่านั้นก็ดูจะได้ผล
จุดสูงสุด ณ แดนสยาม
ลมหนาวพาเรามาที่นี่… ที่ซึ่งเป็นที่เดียวกับที่ลมหนาวได้พัดพานักท่องเที่ยวทั่วสารทิศมารวมตัวกันอยู่ ณ ที่แห่งนี้ และก็เป็นอย่างที่คิดไว้ ความหนาวลูบไล้ผิวให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า กลิ่นชื้นของไอหมอกที่กลั่นตัวกระทบผืนดินนั้นหอมสดชื่น แดดจางๆ ขับเน้นเสื้อผ้าให้ดูมีสีสันสดใส และทุกอย่างก็เป็นจริงอยู่ตรงหน้า
ที่นี่คือยอดดอยอินทนนท์ ที่ที่สูงที่สุดของประเทศไทย ซึ่งสูงถึง 2,565 เมตร จากระดับน้ำทะเล ตั้งอยู่ ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 (เชียงใหม่-ฮอด) ประมาณ 56 กิโลเมตร ผ่านอำเภอหางดงและอำเภอสันปาตอง ไปยังอำเภอจอมทอง ก่อนถึงอำเภอจอมทองประมาณ 2 กิโลเมตร เลี้ยวขวาตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1009 (จอมทอง-ดอยอินทนนท์) จะเริ่มเข้าเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ที่กิโลเมตรที่ 8 (น้ำตกแม่กลาง) และตัดขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์ เป็นระยะทางทั้งหมด 48 กิโลเมตร
ยอดดอยอินทนนท์ เป็นจุดหมายที่หลายๆ คนคิดว่าครั้งหนึ่งในชีวิตจะต้องมาเยือน เนื่องจากลักษณะพื้นที่ของยอดดอยที่เป็นสันเขาและยอดเขา ทำให้มีลมแรงและอากาศหนาวเย็นมาก ทุกๆ ปีจึงมีนักท่องเที่ยวนับแสนพากันมาสัมผัสบรรยากาศ และหากโชคดีในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม อุณหภูมิจะลดต่ำลงถึง 0-4 องศาเซลเซียส ก็จะเจอกับน้ำค้างแข็งหรือเหมยขาบให้ได้ชื่นใจ อีกทั้งบริเวณนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระสถูปของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ผู้เป็นที่มาของชื่อดอยอินทนนท์แห่งนี้ ซึ่งเป็นที่สักการบูชาของชาวเขาและประชาชนทั่วไป
แต่รู้หรือเปล่าว่าสิ่งที่ยอดดอยอินทนนท์ได้มอบให้กับเรานั้นมีมากกว่านั้น
เส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอย
ธรรมชาติตรงนี้ดูงดงามราวกับหลุดเข้ามาในป่าโบราณ ต้นไม้ที่นี่มีกล้วยไม้ ไลเคน และมอสส์ เกาะอยู่เต็มไปหมด บ้างก็ห้อยรับลมตามกิ่งไม้ ท่ามกลางหมอกที่รายล้อมรอบตัว น้ำหมอกถูกกลั่นเป็นหยดเล็กๆ เกาะตามสีเขียวของใบไม้ ดูเป็นสีเขียวที่สดชื่นสบายตา รู้สึกเหมือนธรรมชาติกำลังมอบพลังให้กับเรา
เส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอยแห่งนี้ มีระยะทางประมาณ 150 เมตร เป็นเส้นทางสั้นๆ ที่อาจมีทางลาดชันเล็กน้อย แต่สามารถเดินได้สะดวกสบาย ในฤดูหนาว หมอกจะลงจัด ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่ช่วยสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย และหากเป็นฤดูฝนจะมีลมแรง ควรมีร่มหรือเสื้อกันฝน เพื่อให้การเรียนรู้ตลอดเส้นทางนั้นเป็นไปด้วยความราบรื่น
เส้นทางนี้ได้รับการพัฒนาโดยมูลนิธิไทยรักษ์ป่า องค์กรสาธารณกุศล ภายใต้การสนับสนุนของเอ็กโก กรุ๊ป เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและป่าต้นน้ำให้เกิดความยั่งยืน โดยนำเอาความรู้ที่มีอยู่จริงในธรรมชาติ นำความอุดมสมบูรณ์ ความงดงามของผืนป่า มาเป็นแหล่งเรียนรู้ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าถึง เข้าใจความสัมพันธ์ เห็นถึงความสำคัญของระบบนิเวศ ด้วยการก่อสร้างที่มีความกลมกลืนกับสภาพธรรมชาติที่เป็นป่าเมฆ คงความเป็นเอกลักษณ์ของสิ่งก่อสร้างแบบล้านนา และจัดทำป้ายสื่อความหมายตลอดเส้นทาง
คุณค่าที่มากกว่าแค่การมองเห็น
ป่าตรงนี้เป็นป่าเมฆ มีสภาพอากาศรุนแรง ทั้งหนาวจัด ฝนตก มีหมอกจัดนานหลายเดือน อีกทั้งไม่ค่อยมีแสงแดด ดินก็เป็นกรด ทำให้ธรรมชาติเลือกสรรพันธุ์ไม้ใหญ่ไม่กี่ชนิดที่ปรับตัวได้ เช่น ต้นทะโล้ หว้าอ่างกา ต้นไม้ที่นี่จึงสูงใหญ่ เติบโตเบียดกันหนาแน่น มีลักษณะแปลกตา แตกกิ่งมาก สร้างใบเล็กหนาเคลือบขี้ผึ้งกันน้ำระเหย ก้านใบสั้น แตกใบเป็นกระจุกหนาแน่นเพื่อปรับตัวให้อยู่รอด บางจุดที่เป็นพื้นที่โล่ง แสงสว่างตกถึงพื้นโดยตรง จะมีต้นแข้งไก่ขึ้นเป็นผืนใหญ่ และมีต้นผักปราบเครือ ไม้เลื้อยที่ปรับตัวให้อยู่ได้ท่ามกลางฝนและหมอกจัด
ระหว่างเดินในเส้นทาง นอกจากความสวยงามของธรรมชาติแล้ว เราจะได้ความรู้จากป้ายสื่อความหมายเป็นระยะๆ เช่น ป้าย “ทำไมยอดเขาสูงจึงหนาว” ซึ่งก็เกิดจากการที่ความกดอากาศลดลงเมื่ออยู่ในที่สูงๆ เพราะชั้นบรรยากาศมีน้ำหนักน้อย เมื่ออากาศเคลื่อนที่สู่ที่สูง จึงคายความร้อนเพื่อสร้างพลังงาน ทำให้อุณหภูมิลดต่ำลง ป้าย “อินทนนท์ยกตัวสองครั้งจึงสูงที่สุดของไทย” ก็ช่วยไขความกระจ่างถึงความเป็นที่สุดด้านความสูงของดอยอินทนนท์ หรือจะเป็นป้าย “รู้ได้อย่างไรว่าสูงที่สุดในสยาม” ที่ได้อธิบายการวัดความสูงของยอดดอยทั้งในสมัยก่อนและปัจจุบัน อีกทั้งยังมีป้ายสื่อความหมายที่บอกให้เราเห็นถึงความสัมพันธ์ของธรรมชาติ เช่น ป้าย “มอสส์ พืชโบราณ ฉลาดหาอยู่หากิน” ทำให้เข้าใจชีวิตของมอส พืชเล็กๆ ที่ดูบอบบางแต่งเก่งเรื่องการปรับตัว แม้ฤดูแล้งที่ขาดน้ำรุนแรงยังสามารถพักตัว ไม่ยอมตาย รอเวลาที่จะได้น้ำอีกครั้ง
เส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอย จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นเส้นทางที่มากไปด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์ มีความสำคัญในแง่ของธรรมชาติ เป็นป่าต้นน้ำสำคัญที่คอยซึมซับและกักเก็บน้ำให้มีน้ำไหลตลอดปี มีพืชพันธุ์ไม้ นกนานาชนิดที่พบในเทือกเขาหิมาลัย และบางชนิดพบได้ที่นี่ที่เดียว ความหลากหลายของระบบนิเวศเหล่านี้ ไม่เพียงสร้างประโยชน์แก่ผู้คนในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังสร้างอาหารแก่คนในที่ราบลุ่มจนถึงท้องทะเล
หากการมาเที่ยวธรรมชาติหมายถึงการได้มาพักผ่อน อาจเพราะความหนาวเย็น บรรยากาศที่เย้ายวน ความสวยงาม หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ดึงให้เราเข้าหาธรรมชาติ ทุกครั้งเราจะได้อะไรกลับไปเสมอ ยิ่งเราเข้าใกล้ธรรมชาติมากเท่าไหร่ เราจะยิ่งรู้สึกตัวเล็กมากเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ทุกการสัมผัสของเราอาจหมายถึงธรรมชาติได้สูญเสียอะไรบางอย่างเพื่อแลกกับการได้เข้าใจความสัมพันธ์ที่แสนละเอียดอ่อนของพวกเขา
และเผื่อว่าวันใดวันหนึ่งเราจะค้นพบได้ว่า…
“ธรรมชาติ” มีคุณค่ามากกว่าการมองเห็นแค่ความสวยงาม
