“บทธา” ตำราชีวิตวิถีปกาเกอะญอ

เผยแพร่วันที่ 20 ตุลาคม 2021

“บทธา” ตำราชีวิตวิถีปกาเกอะญอ

คำร้อง ทำนอง ที่เอื้อนเอ่ยออกจากผู้เฒ่าชาวปกาเกอะญอ ท่ามกลางขุนเขาลำเนาไพร เสียงอันไพเราะเต็มไปด้วยเรื่องราว ตำนาน ภูมิปัญญา ปรัชญา เหตุการณ์มากมาย ถูกถ่ายทอด ส่งต่อให้กับลูกหลานชาวปกาเกอะญอ สิ่งนี้เรียกว่า “ธา” 

 

เคยสงสัยไหมว่า ทำไม ‘ชาวกะเหรี่ยง กลุ่มปกาเกอะญอ’ ที่มีตำนานมายาวนานนับพันปี นับแต่การอพยพจากทะเลทรายโกบิ สู่อุษาคเนย์ พวกเขาเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของตนเองอย่างไร ในขณะที่ภาษากะเหรี่ยงที่ใช้กันส่วนใหญ่ในประเทศไทย พบเพียง 2 ประเภทหลักคือ หลิวา หลิโรเหม่ ซึ่งทั้งสองภาษาถูกพัฒนาโดยมิชชั่นนารี ในยุคล่าอาณานิคม 

 

จากการสอบถามผู้รู้ พบว่า กะเหรี่ยง มีการใช้ภาษาเขียนที่หลากหลายเช่นเดียวกับภาษาพูด สำเนียงบางกลุ่มอาจคล้ายคลึงกัน แต่บางแห่งอาจต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่น สำเนียงปกาเกอะญอจังหวัดตาก กับปกาเกอะญอเชียงใหม่ สำเนียงโผล่งจังหวัดตากกับอมก๋อย จนบางครั้งไม่สามารถสื่อสารกันได้ แม้เป็นภาษาพูดเดียวกัน ส่วนตัวเขียน พบว่ามีการใช้ “หลิชอแหวะ” แปลว่า ไก่เขี่ย สูญหายมานานจนปัจจุบันเริ่มมีการรื้อฟื้น มีการเรียน การสอน การจารึกในเมืองเมียวจีหงู่ ดินแดนที่สถาปนาขึ้นเป็น ดินแดนแห่งพุทธศาสนา รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา 

 

อย่างไรก็ตาม ในบริบทของประเทศไทยพบการบันทึก และถ่ายทอดผ่านบท “ธา” ด้วยปากเปล่า ซึ่งอุดมไปด้วยวิชาปรัญญาด้านต่าง ๆ ที่สั่งสมและถ่ายทอดกันรุ่นสู่รุ่น 

 

ธา คือ บทเพลงพื้นบ้าน

ถูกสร้างสรรค์และพัฒนาขึ้นมาจากภูมิปัญญาบรรพชนปกาเกอะญอ ซึ่งมีวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ภาษาพูด ภาษาเขียน และวรรณกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง (อัจฉรา รักยุติธรรม และคณะ 2541) บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ 

 

นอกจากนี้ยังมีผู้แยกประเภทของ ธา ตามลักษณะเนื้อหา พ้อเลป่า,วีรศักดิ์ ยอดระบำ (2538) รวมรวบและแปล ในหนังสือ  “เพลงชีวิตปกา-กะญอ” แบ่งออกได้ 5 กลุ่ม คือ  

ธาหมื่อเฉ่หมื่อก่อ : เป็นทาทั่วไป สามารถขับร้องและสั่งสอนกันได้ทุกเวลาทุกสถานที่ ไม่กำจัด 

ธากะดิ : เป็นทาที่นิยมที่กันในหมู่ผู้เฒ่าผู้แก่ที่คนในหมู่บ้านให้ความเคารพนับถือ  

ธาพาวา  : เป็นทาที่ใช้ร้องในเทศกาลเดียวกันกับทากะอิ แต่ไม่จำกัดเฉพาะสำหรับผู้เฒ่าผู้แก่เท่านั้น คนหนุ่มคนสาวก็สามารถใช้ร้องได้ จุดเด่นอยู่ที่ “การร้องตอบโต้กัน” เพื่อแสดงถึงภูมิปัญญาทางกวีเพลงของผู้ร้อง และเน้นการให้ทั้งความรู้ คติสอนใจ และสนุกสนานเพลิดเพลิน 

ธาต่าจา  : เป็นทาของหนุ่มสาวโดยเฉพาะ ใช้ร้องเฉพาะในเวลาที่มีพิธีศพเท่านั้น โดยผู้น้องจะอยู่รายรอบคนตาย 

ธาปลือธาเจอ : หมวดนี้ร้องเพื่อคนตายเท่านั้น ห้ามร้องในเวลาหรือสถานที่อื่น เพราะเนื้อหาไม่เป็นสิริมงคล เป็นธาสำหรับใช้เริ่มต้นหรือกล่าวนำในการประกอบพิธีศพ ก่อนจะร้องธาหมวดอื่น ๆ 

 

การแยกหมวดหมู่ตามเนื้อหาของทาสะท้อนถึงระบบการจัดการระบบองค์ความรู้โดยมีเรื่องของ จารีตประเพณีเป็นกรอบในการปฏิบัติ ดังนั้น ในวัฒนธรรมปกาเกอะญอ จึงดำเนินไปอย่างเป็นแบบแผนตามวัฒนธรรรมที่ถูกสร้างด้วยบรรพชน

 

ไม่ว่าจะเป็น ธา ที่ขับร้องในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ธา ที่ชายหญิงร้องเกี้ยวพาราสีกัน หรือ ธา ที่ผู้อาวุโสขับร้องสั่งสอนลูกหลานล้วนแต่สื่อถึงระบบความคิด ความเชื่อ และโลกทัศน์ของปกาเกอะญอเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ พึ่งพาอาศัยกันและเกื้อกูลกันและกัน มนุษย์จึงต้องใช้ประโยชน์จากทรัพยากรด้วยความระมัดระวัง ในปริมาณที่พอเหมาะพอควร และยังต้องช่วยกันดูแลรักษาเพื่อให้เกิดความสมดุลในระบบธรรมชาติ 

 

ตัวอย่างบทธา บทที่ 1

 

มื่อ เกอะ เซ่ ที โข่ เก่อ สิว 

แบล่ บล่อ แช้ ที เลอะ อะ ดิ๊ 

ใกล้สว่างบนพื้นน้ำมีหมอก 

นกนางแอ่นบินโฉบเฉี่ยวบนผิวน้ำ 

 

อัจฉรา รักยุติธรรม และคณะ (2541). บันทึกคำทา จอนิ โอ่โดเชา. ไม่ปรากฏจังหวัด: บีเอสการพิมพ์ 

ตีความได้ว่า ชีวิตของปกาเกอะญอผูกพันใกล้ชิดกับธรรมชาติรอบตัว จึงรับรู้ได้ว่า ปรากฎการณ์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น สัมพันธ์กับปรากฏการณ์อื่นอย่างไร เช่น เมื่อเห็นนกนางแอ่นบินวนอยู่เหนือผิวน้ำก็เป็นนิมิตหมายว่าใกล้เวลาเช้าแล้ว 

.

ตัวอย่างบทธา บทที่ 2 

 

โถ่ เบาะ สะ เลาะ โข่ โข่ เออ 

ก่อ เตอะ มื่อ เก โอ่ มื่อ เจอ 

นกปิดตะริดหัวป้อมเตอะเลาะ 

พื้นที่ไม่ดีจงช่วยกันสร้าง 

 

อัจฉรา รักยุติธรรม และคณะ (2541). บันทึกคำทา จอนิ โอ่โดเชา. ไม่ปรากฏจังหวัด: บีเอสการพิมพ์ 

ชีวิตปกาเกอะญอผูกพันกับธรรมชาติ จึงมีความรู้เกี่ยวกับสายสัมพันธ์ระหว่างสรรพสิ่งภายในระบบนิเวศอย่างลึกซึ้ง เช่น รู้ว่านกปิดตะริด หรือนกกรงมีประโยชน์ต่อการฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม โดยการขับถ่ายเมล็ดพืชที่กินเข้าไปเป็นนกช่วยเพาะปลูกและขยายพันธุ์ไม้ ธา บทนี้สะท้อนถึงความรู้เหล่านั้น และปลูกฝังคนรุ่นหลังให้ช่วยอนุรักษ์นก

.

ตัวอย่างบทธา บทที่ 3 

 

เน่อ กลอ เส่ กลอ เหลอะ เต่อ เก 

พะ เอ่ บิ เบ จ่อ เต่อ เด 

จะตัดกิ่งไว้อย่าตัดให้หมด 

ต้องเหลือไว้ในนกพญาไฟมาเกาะกิ่ง 

 

อัจฉรา รักยุติธรรม และคณะ (2541). บันทึกคำทา จอนิ โอ่โดเชา. ไม่ปรากฏจังหวัด: บีเอสการพิมพ์ 

ปกาเกอะญอเตรียมพื้นที่ทำไร่โดยไม่ตัดฟันต้นไม้จนหมด ต้นไม้ใหญ่จะเหลือตอ และกิ่งก้านไว้ให้สามารถแตกยอด และเติบโตได้ต่อไป บทนี้มีความหมายหลายอย่าง เช่น สอนวิธีเตรียมพื้นที่ไร่  การเปรียบเทียบว่าคนเรามีทั้งส่วนดีและส่วนไม่ดี คบหาใครอย่าเห็นว่าเขาดีหรือเลวไปทั้งหมด ต้องเผื่อเอาไว้บ้าง และสอนอย่าให้อะไรแก่ผู้อื่นทั้งหมด ต้องเผื่อไว้สำหรับตัวเองบ้าง 

.

บทธา 3 บท ที่ยกตัวอย่างมาจากหนังสื่อเรื่อง บันทึกคำ “ธา” จอนิ โอโดเชา บทเพลงพื้นบ้านของปกาเกอะญอสะท้อนปรัชญาการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับสมดุลธรรมชาติ สะท้อนถึงโลกกะทัศน์ในการมองสรรพสิ่งบนฐานความเชื่อว่า มนุษย์เป็นเพียงผู้อาศัยธรรมชาติ ไม่นานก็จากไป ดังนั้นธรรมชาติจึงมีความยิ่งใหญ่ และนำมาสู่การสร้างวัฒนธรรม ประเพณี ที่สอดคล้องกับวิถีดังปรากฏในคำสอนผ่านบท “ธา” 

 

แน่นอนว่า บทธามีอีกจำนวนมาก ที่รอการถอดรหัส ตีความหมาย และนำมาใช้ในปัจจุบัน 

 

บทธาจึงเสมือนตำราการใช้ชีวิตฉบับปกาเกอะญอ 

เพื่อการดำรงเผ่าพันธุ์ควบคู่ไปกับทรัพยากรธรรมชาติอย่างแยบยล แม้กาลเวลาผ่านไป ผู้คนดำเนินวิถีจากรุ่นสู่รุ่น ผืนป่ายังคงเป็นผืนป่า ชีวิตยังคงดำเนิน แม้บางครั้งต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงจากโลกภายนอก เช่นการถูกสัมปทานป่าไม้ ก็ยังแสดงศักยภาพการฟื้นป่าด้วยระบบภูมิปัญญา และนำพาให้ชุมชนดำเนินมาจวบจนวันนี้  

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหลายชุมชนไม่สามารถคงวิถีดั้งเดิมได้ เนื่องด้วยปัจจัยทั้งภายในและภายนอก ทั้งระบบทุน กฏหมาย ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง หลายชุมชนจึงเลือกทางใหม่  และอาจใช้ชุดความรู้ใหม่กับการสร้างสังคมสมัยใหม่ “บทธา” จะถูกปรับใช้เพื่อรับใช้วิถีปัจจุบันของชุมชนนั้น ๆ ต่อไป 

 

__________

อ้างอิง :

– พ้อเลป่า,วีรศักดิ์ ยอดระบำ (2538). เพลงชีวิตปกากะญอ (เอกสารศูนย์ชาติพันธุ์และการพัฒนา หมายเลข 2). ศูนย์ชาติพันธุ์และการพัฒนา สถาบันวิจัยทางสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

– อัจฉรา รักยุติธรรม และคณะ (2541). บันทึกคำทา จอนิ โอ่โดเชา. ไม่ปรากฏจังหวัด: บีเอสการพิมพ์ 

แบ่งปันเรื่องราวของป่า