บันทึกหลังเลนส์
เผยแพร่วันที่ 17 เมษายน 2020

บันทึกหลังเลนส์
ของทินภัทร ภัทรเกียรติทวี
กับการถ่ายทอดเรื่องราว “ในวันที่กิ่วแม่ปานเปลี่ยนแปลง”
เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ความงามที่ธรรมชาติรังสรรค์
“กิ่วแม่ปาน” ความสวยงามจากการรังสรรค์ของธรรมชาติ เป็นหมุดหมายของนักเดินทาง และนักท่องเที่ยวหลาย ๆ คน ตลอดเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ระยะทาง 3.2 กิโลเมตร กับแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ 21 จุด บนความสูงกว่า 2,500 เมตร ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์นี้ได้สร้างธรรมชาติอันน่าเหลือเชื่อมากมาย เช่น ป่าเมฆที่เราสามารถยืนดูด้วยความใกล้ เป็นป่าต้นน้ำสำคัญที่ไหลลงสู่แม่น้ำปิง และหล่อเลี้ยงผู้คนจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเป็นบ้านของสัตว์ป่ามากมาย เช่น กวางผา หรือ ม้าเทวดา สัตว์ป่าสงวน 1 ใน 15 ชนิด ของประเทศไทยที่เคยลดจำนวนลงเกือบไม่เหลือให้เราได้เห็น
ปี 2528-2539 อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ร่วมกับบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด(มหาชน) หรือเอ็กโก้ กรุ๊ป จัดสร้างและปรับปรุงเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน เพื่อเป็นห้องเรียน ป่าต้นน้ำ สำหรับประชาชนทั่วไปได้เห็นคุณค่า ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูธรรมชาติ และเป็นจุดเริ่มต้นให้เราได้มาสัมผัสที่นี่นับแต่นั้นเป็นต้นมา
สองมุมมองของกิ่วแม่ปาน: ฤดูท่องเที่ยวและฤดูฝน
เราคุ้นภาพความสวยงามของกิ่วแม่ปานในช่วงฤดูท่องเที่ยว ความสวยงามที่เราได้ชื่นชม เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดหลังจากการพักฟื้นของกิ่วแม่ปานในแต่ละปี เราเดินทางมาที่กิ่วแม่ปานในช่วงฤดูฝน เพื่อมาสำรวจเส้นทางธรรมชาติหลังฤดูกาลท่องเที่ยว ในช่วงฤดูท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวสูงสุด 1,200 คนต่อวัน และประมาณ 120,000 คน ต่อปี(เฉพาะฤดูท่องเที่ยว)
ท่ามกลางสายฝนโรยรินในปลายเดือนกันยายนนี้ ความชุ่มฉ่ำแผ่ไปทุกพื้นที่ และบนยอดดอยอินทนนท์เองก็คงจะชุ่มฉ่ำกว่าที่ไหน ๆ ด้วยผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ที่คอยเรียกฝน เราตามคุณประทีป กิวัฒนา หรือพี่โก๋ เจ้าหน้าที่สื่อความหมายอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ไปสำรวจ ความสวยงามที่อยู่เหนือผืนดิน มวลแมกไม้ที่ล้อเล่นกับลม สายฝนที่โรยริน หมอกที่กำลังก่อตัวจาง ๆ ความสวยงามเหล่านี้เราไม่เคยสัมผัสแบบนี้มาก่อน เราสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด และเดินต่อไปถึงต้นไม้ใหญ่ เราพบรากไม้ที่โผล่ขึ้นมากลางทางเดิน และเห็นลักษณะนี้หลายช่วง และจำนวนมาก เราถามพี่โก๋ว่า เราไม่เคยเห็นรากไม้โผล่บนทางเดินจำนวนมากแบบนี้มาก่อน มันเกิดอะไรขึ้นกับที่นี่ครับ พี่โก๋เดินไปที่ต้นไม้ริมทาง และมีรากโผล่ออกมากลางเส้นทางเดินของเรา และเราให้เราฟังว่า
“ในเส้นทางที่เราเดินเหมือนกับว่าถ้าคนเหยียบมันเยอะ ๆ
เราจะเห็นลักษณะของมัน เปลือกจะเปิด เปลือกไม้จะไม่มีแล้วครับ
ถ้าสมมติว่ามันลอกทั้งหมด เหมือนต้นไม้ต้นนี้ ถ้าเปลือกมันลอกทั้งหมด ต้นไม้ต้นนี้ก็จะตาย
พอคนเหยียบย่ำเยอะขึ้น ถ้ามันเสื่อม
สุดท้ายมันก็ต้องตาย”
หลังจากเล่าเสร็จพี่โก๋ก็เดินต่อจนไปถึงจุดที่มีน้ำขัง และเล่าให้เราฟังอีกว่า
“ตรงนี้ก็เหมือนกัน ลักษณะเวลาเขาเดิน
ดินมันแน่น น้ำก็จะค้าง
มันจะต่างจากข้างใน พอเวลาฝนตกน้ำก็จะซึม
แต่ตรงนี้ดินมันแน่น พอฝนตก น้ำก็จะมาขัง”
เราถ่ายภาพเหล่านี้ไว้ด้วยกล้องตัวเล็ก ๆ และเราอยากให้เพื่อน ๆ ได้เห็นและรับรู้ในสิ่งที่พวกเราได้รู้ได้เห็นเหมือนกันในวันนี้ จากนั้นเราเดินทางไปถึงจุดชมวิว หมอกสีขาวบังตามองไม่เห็นอะไร แต่นั่นแหละมันเป็นความสวยงามในฤดูฝนจริง ๆ สักพักฝนเริ่มเทลงมาห่าใหญ่ เราเดินทางกลับ ระหว่างทาง เราถามพี่โก๋อีกว่า แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มาเที่ยว มาชม แต่ในขณะเดียวกันไม่ทำให้ธรรมชาติที่นี่ต้องเปลี่ยนไปจนน่ากังวล. พี่โก๋ยิ้มมุมปาก ในขณะเดินและบอกกับเราว่า
“ในเมื่อเราอยากให้นักท่องเที่ยวมาดู
มาศึกษาธรรมชาติเส้นนี้เราก็ต้องพัฒนาเส้นทาง”
ทั้งนี้เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ และพี่โก๋เล่าต่อไปอีกว่า
“ธรรมชาติไม่ต้องพึ่งมนุษย์ก็ได้แต่มนุษย์จะต้องพึ่งธรรมชาติ
แต่ถามว่าอยู่ร่วมกันได้ไหม…ได้
โดยไม่เบียดเบียนกันมากไป”
ร่วมดูแลกิ่วแม่ปานให้งดงามยั่งยืน
จากการร่วมเดินสำรวจเส้นทางธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ได้พบ ได้เห็น ทั้งภาพและเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นี่ อาจจะถึงเวลาแล้ว. เวลาที่ต้องร่วมดูแลกิ่วแม่ปาน ให้กิ่วแม่ปานยังคงเป็นกิ่วแม่ปานที่สวยงามดังภาพในใจในขณะเดียวกันยังคงรองรับนักท่องเที่ยวได้ตลอดช่วงฤดูท่องเที่ยว และเราในฐานะนักท่องเที่ยวเองก็อยากเห็นความสวยงามของธรรมชาตินี้ไปอีกแสนนาน
เบอร์ : 02-998-5000, 02-998-5999
Email : [email protected]
Facebook : มูลนิธิไทยรักษ์ป่า
Youtube : Thairakpa Foundation
