สราวุฒิ พันสาง หรือ ‘พี่เต่า’ คณะกรรมการป่าชุมชนบ้านตาดรินทอง
เผยแพร่วันที่ 16 กรกฎาคม 2021

สราวุฒิ พันสาง หรือ ‘พี่เต่า’ คณะกรรมการป่าชุมชนบ้านตาดรินทอง ผู้ทุ่มเทความรู้ความสามารถ และเสียสละประโยชน์และเวลาของตนเองเพื่อการดูแล ป้องกัน และฟื้นฟูป่าภูหลง รวมทั้งเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจในการดูแลรักษาป่า
.
:: ป่าภูหลง คือ ภาพงามในความทรงจำ
ในมุมมองของสราวุฒิ หรือ พี่เต่า มองว่า ป่าทุกป่ามีความสำคัญเท่าเทียมกัน แต่ป่าภูหลงมีความสำคัญกับพี่เต่าเป็นอย่างมากในสองแง่มุมคือ ข้อแรก ความสำคัญทางตรง คือ เรื่องของระบบนิเวศน์ สิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าภูหลง ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำที่ถูกนำน้ำลงมาใช้เป็นประปาภูเขาเพื่อใช้ในการอุปโภคในชุมชน
.
ส่วนในความสำคัญทางอ้อม ป่าภูหลงคือ ความผูกพันและความทรงจำในวัยเด็กอันงดงาม เนื่องจากพี่เต่าเป็นคนรักถิ่นฐานบ้านเกิดเป็นอย่างมาก เคยห่างจากบ้านไปทำงานที่อื่นนานๆ แต่รู้สึกไม่มีความสุข จึงตัดสินใจกลับมาอยู่บ้าน และตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะทุ่มเทเพื่อรักษาภาพความทรงจำของป่าผืนนี้ให้ลูกหลานรุ่นต่อไปได้สัมผัส ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญให้พี่เต่าเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูป่าภูหลง
.
:: แผนการฟื้นฟูป่า ต้องสอดคล้องกับบริบทวิถีชีวิตของชุมชน
สำหรับการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่นั้น พี่เต่าอธิบายว่า ต้องแบ่งออกเป็นสองกรณี คือ กรณีเหตุการณ์ปกติ คือช่วงฤดูฝน จะได้รับความร่วมมือจากชุมชนและการร่วมกิจกรรมดี แต่เนื่องจาก ในปัจจุบันนี้ วิถีการดำรงชีวิตของชาวบ้านได้เปลี่ยนไป เมื่อก่อนชาวบ้านจะทำไร่กันตอนกลางวันพักผ่อนกันตอนกลางคืน เวลามีกิจกรรมต่างๆ ก็จะสามารถไปร่วมได้ แต่ในปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่จะทำงานตอนกลางคืน คือกรีดยางพารา ตั้งแต่ค่ำจนเกือบถึงเช้า ทำให้ต้องพักผ่อนในเวลากลางวัน โอกาสที่จะมาร่วมกิจกรรมจึงมีน้อยลง แต่ถ้าเป็นกิจกรรมที่ชุมชนจัดเอง อาทิ ปลูกป่าเนื่องในวันเกิดพระอาจารย์ เนื่องในวันเข้าพรรษา ฯลฯ
.
จะได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านจะมาร่วมกิจกรรมค่อนข้างที่จะพร้อมเพรียงกันดี แต่ในกรณีเหตุการณ์ไม่ปกติ เช่น มีไฟป่า หากสถานการณ์ไม่รุนแรงก็จะมีชุดม้าเร็วภูหลงเข้าพื้นที่เพื่อดับไฟป่า แต่ถ้าสถานการณ์รุนแรง ก็จะประสานขอกำลังจากชาวบ้าน ซึ่งทุกคนจะทิ้งงานที่ทำอยู่แล้วมาช่วยกันดับไฟป่ากันทั้งหมู่บ้านทันที ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ความรักความหวงแหนต่อพื้นที่ป่าภูหลงนั้นมีอยู่ในตัวทุกคนในชุมชน เพียงแต่ว่าใครจะมีเวลามากน้อยเท่าใด
.
ในอนาคต ความร่วมมือของชุมชนในการที่จะปกป้องและฟื้นฟูป่าภูหลงว่าจะยังคงมีสืบเนื่องต่อไป แต่จะให้ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม คงเป็นไปได้ยาก เพราะถูกบังคับด้วยเรื่องของการประกอบอาชีพ แต่ความหวงแหนพื้นที่ป่าภูหลงนั้นทุกคนมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม
.
ดังนั้นจึงต้องปรับแผนงานตามบริบท วิถีชีวิต ของคนในชุมชนด้วย เพื่อให้การฟื้นฟูและปกป้องป่าภูหลงเป็นไปโดยเกื้อกูลระหว่างคนกับป่าได้อย่างยั่งยืน และต้องมีกติกาควบคุมอย่างชัดเจนทั้งในเรื่องของการห้ามใช้สารเคมี การป้องกันการยึดถือครอบครอง ซึ่งต้องอาศัยแรงผลักดันและสนับสนุนในเรื่องต่างๆ เช่นเรื่องของการใช้ประโยชน์ที่ดิน เรื่องของการวางแผนการปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่ เรื่องของความรู้ในการเพิ่มผลผลิตโดยไม่ใช้สารเคมี เป็นต้น
.
:: “ใจเขาใจเรา” หัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกัน
และในการทำงาน เราต้องประสานงานหลายองค์กร ทั้งส่วนราชการ องค์กรเอกชน มูลนิธิ ภาคี ซึ่งจะมีรายละเอียดในการทำงานที่แตกต่างกัน แต่ทุกหน่วยงานมีเป้าประสงค์เดียวกันคือ ต้องการที่จะช่วยในการฟื้นฟูป่า จึงต้องใช้หลัก “ใจเขาใจเรา” ต้องดูว่าแต่ละองค์กรมีความต้องการอย่างไร และเราต้องการอะไร ทิศทางการทำงานของเราคืออะไร และนำมาประยุกต์ผสมผสาน บูรณาการร่วมกันเพื่อให้สอดคล้องจนสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ไปด้วยกันได้
.
ข้อคิดที่พี่เต่าอยากฝากไว้คือ เรื่องของสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ใช่หน้าที่ของผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่ใช้ประโยชน์ และร่วมรับผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้น อย่ารอให้คนรุ่นหลังตราหน้าว่าเราเป็นผู้ทำลาย หรือไม่ทำอะไรเลยในวันที่ทุกอย่างยังไม่เลวร้าย ยังพอที่จะรักษาและฟื้นฟูได้ และเราจะต้องไม่เป็นผู้ส่งมอบความวิกฤติเลวร้ายทางธรรมชาติให้เป็นมรดกแก่คนรุ่นหลัง และขอขอบคุณมูลนิธิไทยรักษ์ป่า ที่ทำงานร่วมกันมายาวนานเปรียบเสมือนเพื่อนแท้ ที่ไม่เคยทิ้งกันไปไหน คอยเป็นพี่เลี้ยงให้ตลอดมาอย่างยาวนาน ทำให้การฟื้นฟูป่าภูหลง ประสบผลสำเร็จได้อย่างเช่นทุกวันนี้
