โ ล ก ร้ อ น ไปถึงไหนแล้ว ?

เผยแพร่วันที่ 6 มิถุนายน 2021

สถานการณ์โลกร้อนในระยะหลังดูเหมือนจะยังไม่ดีขึ้น ผลวิจัยล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากสหรัฐฯ และหลายชาติในยุโรป ตีพิมพ์ลงในวารสาร Science ระบุ ผลวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีจากฟอสซิลของแพลงก์ตอนชนิดหนึ่ง ซึ่งขุดได้จากชั้นดินที่ก้นทะเลลึกหลายแห่ง
.
ชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ภาวะเรือนกระจกที่ร้อนแรง (Hothouse) อีกครั้ง หลังเผชิญกับอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอันมาจากน้ำมือของมนุษย์
.
ข้อมูลจากแนวโน้มนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ได้ว่า ภายในปี 2300 โลกอาจมีอุณหภูมิพื้นผิวโดยเฉลี่ยสูงกว่าในยุคปัจจุบันอย่างมาก ซึ่งอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่คิดจากข้อมูลปี 1960-1991 ถึง 16 องศาเซลเซียส
.
นับว่าไม่ต่างจากสภาพการณ์แบบ Hothouse เมื่อราว 50 ล้านปีก่อน ที่มีสาเหตุหลักเกิดจากการปล่อยคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณมหาศาลเหมือนกับปัจจุบัน
.
ศาสตราจารย์เจมส์ ซาคอส หนึ่งในสมาชิกทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ บอกว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์นั้น สามารถจะส่งผลกระทบได้อย่างรุนแรงและรวดเร็วยิ่งกว่าสภาพการณ์ที่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ของสหประชาชาติ ได้เคยคาดการณ์เอาไว้มาก
.
ขณะเดียวกัน สิ่งที่น่าห่วงกว่าก็คือ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะไม่ได้เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปเหมือนในอดีตซึ่งใช้เวลาหลายล้านปี แต่จะเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่ศตวรรษข้างหน้าเท่านั้นด้วย
.
รายงานดังกล่าวนับว่าสอดคล้องกับแถลงการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา สหราชอาณาจักร (MET Office) เมื่อช่วงต้นปี ที่เตือนว่า กิจกรรมของมนุษย์อาจเพิ่มความเข้มข้นของก๊าซอย่างคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศให้สูงขึ้นกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรม 50% ในปีนี้
.
ไม่เพียงเท่านั้น การปล่อยก๊าซจากเชื้อเพลิงฟอสซิลและการตัดไม้ทำลายป่าจะทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมอยู่ในบรรยากาศต่อไปในปี 2021 และคาดว่าจะมีความเข้มข้นของก๊าซดังกล่าวเกิน 417 ส่วนในล้านส่วน (ppm) เป็นเวลาหลายสัปดาห์ ตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนายนเป็นครั้งแรก ซึ่งสูงกว่าค่าความเข้มข้นในช่วงต้นของยุคอุตสาหกรรม (ปลายศตวรรษที่ 18) ที่อยู่ที่ประมาณ 278 ppm 50% เสียอีก
.
ค่าเหล่านี้นับว่าเกินเกณฑ์ที่นักวิทยาศาสตร์สสภาพภูมิอากาศในการประชุม Climate Summit ที่ Madrid ปี 2019 ถือว่าปลอดภัย ขณะที่เลขาธิการสหประชาชาติอย่างนายอันโตนิโอ กูเตร์เรส ก็เตือนว่า แค่ 400 ppm ก็ถือเป็น “จุดเปลี่ยนที่ไม่คาดคิด” แล้ว
.

:: ท่าทีของ 2 ประเทศมหาอำนาจ
.
อย่างไรก็ดี รายงานจากสำนักข่าวบีบีซีเปิดเผยว่า ในปี 2021 อาจเป็นปีที่มีการต่อสู้กับภาวะโลกร้อนอย่างจริงจังด้วย โดยในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา 2 ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งเป็น 2 ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก ได้ตกลงร่วมมือกันรับมือกับวิกฤตโลกร้อน
.
โดยจะพัฒนากลยุทธ์ระยะยาว รวมถึงดำเนินการด้วยมาตรการที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มการลงทุนและการสนับสนุนทางการเงินของนานาชาติ สำหรับการเปลี่ยนไปใช้พลังงานที่สะอาดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา

:: ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายโจ ไบเดน ยันยันว่า ประเทศของเขาจะลด “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” (carbon footprint) หรือการปล่อยปริมาณก๊าซเรือนกระจก 50-52% ภายในปี 2030 ซึ่งเป็นระดับการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ในระดับเดียวกับที่ประเทศปล่อยเมื่อปี 2005
.
:: ส่วนทางจีน ที่นำโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็ประกาศกร้าวมาตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้วด้วยว่า จีนตั้งเป้าที่จะทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ภายในปี 2060 ซึ่งทำให้บรรดานักสิ่งแวดล้อมต่างตกตะลึงไปตาม ๆ กัน เพราะการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มักถูกมองว่า เป็นเป้าหมายที่ต้องแลกมาด้วยราคาแพงนั่นเอง
.

:: ความเคลื่อนไหวในไทย
.
เดือนตุลาคมที่ผ่านมา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) (องค์การมหาชน) ได้มีการแถลงความสำเร็จเรื่องผลการดำเนินงานการลดก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมาย NAMA (Nationally Appropriate Mitigation Action) และเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมาย NDC (Nationally Determined Contribution)
.
:: แผนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะแรก จาก 2 ระยะ คือ การดำเนินงานตามแผนการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศ (NAMA) ภายในปี 2563 บรรลุผลสำเร็จ ทำให้ปัจจุบัน ประเทศไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้อยู่ระหว่าง 7-20% หรือ 25-73 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์
.
และภาครัฐมีการจัดทำแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี 2021-2030 เอาไว้ โดยตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 115.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี 2030
.
เมื่อเดือนมีนาคม กระทรวงพลังงาน ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยตัวแทนภาคเอกชนและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือเกี่ยวกับนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดทำยุทธศาสตร์ระยะยาวการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย (Thailand Long-Term Strategies on Climate Chang Mitigation) เพื่อวางแนวทางในการจัดทำแผนการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
.
แนวทางการขับเคลื่อนใน 6 ด้าน ได้แก่ การปรับพอร์ตการผลิตไฟฟ้าและการใช้เชื้อเพลิงสู่ Low Carbon , การเพิ่มสัดส่วนยานยนต์ไฟฟ้า , การบริหารจัดการของเสีย ผ่านโมเดล BCG , การใช้ผลิตภัณฑ์และบริการที่เกิดคาร์บอนต่ำ , การมุ่งสู่ Zero Burn และ Smart Farming ผ่านโมเดล BCG และสุดท้าย การดักจับกักเก็บโดยเทคโนโลยีไฮโดรเจน
.
พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ จัดทำข้อมูล แผนการดำเนินการ และกำหนดเป้าหมายของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตาม 2 เป้าหมายสำคัญ
1. เป้าหมายของปีที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศในระดับสูงสุด (peaking year)
2. เป้าหมายของปีที่ประเทศไทยจะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (net zero emission year)
.
:: ทั้งนี้ จากความคืบหน้าของการจัดสรรงบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ ซึ่งลดน้อยลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และจะลดลงอีกในปี 2565 ชวนให้ตั้งคำถามว่า จะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อนโยบาย แผนการดำเนินการ และเป้าหมายดังกล่าวอย่างไร ? คือเรื่องที่เราทุกคนต้องติดตามกันต่อไป
_____________
อ่านข้อมูล “ร่างงบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมประจำปี 2565” เพิ่มเติม :
– https://web.facebook.com/…/a.36371762…/1683295105212071/
– https://workpointtoday.com/010621-politics/

แบ่งปันเรื่องราวของป่า