สายเที่ยวธรรมชาติห้ามพลาด ! ท่องเที่ยวอย่างเข้าใจตามวิถีป่าชุมชน
เผยแพร่วันที่ 26 ธันวาคม 2024

การท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ผสานธรรมชาติ วัฒนธรรม และการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนในป่าชุมชน
เคยลองจินตนาการกันไหมว่า จะเป็นอย่างไรหากในวันนี้เราได้ลืมตาขึ้นมาท่ามกลางผืนป่าชุมชนอันเขียวขจี ที่แว่วไปด้วยเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วและเสียงน้ำที่ไหลกระทบโขดหิน อีกทั้งยังมีสายลมเย็น ๆ พัดโชยมาแตะใบหน้าให้ชื่นใจ แน่นอนว่าภาพเหล่านี้คงจะทำให้เราลืมความแออัดและความวุ่นวายของเมืองใหญ่ไปได้ชั่วขณะ พร้อมทั้งสามารถยิ้มรับความรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายที่ธรรมชาติมอบกลับคืนมาให้ได้อย่างเต็มเปี่ยม
ด้วยเหตุนี้ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ (Natural Attraction) อย่าง ป่าชุมชน จึงได้กลายมาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทุกคนต่างปรารถนาที่จะได้เดินทางมาร่วมสัมผัสกับความสงบ และความเป็นธรรมชาติที่ถูกเชื่อมโยงเข้ากับวิถีชีวิตของชุมชนอย่างลงตัว กันด้วยตนเองอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต
ป่าชุมชน: ป่าไม้ที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตและประเพณีของคนในชุมชน
ป่าชุมชน (Community Forest) เป็นป่าไม้ประเภทหนึ่งที่ได้รับการนิยามความหมายเอาไว้อย่างหลากหลาย แต่ทางกรมป่าไม้ได้มีการรวบรวมและจำกัดนิยามของป่าชุมชนเอาไว้ว่าเป็นป่าไม้ตามธรรมชาติหรือป่าปลูกที่มีชุมชนในพื้นที่นั้น ๆ เป็นผู้ที่มีสิทธิในการวางแผน ดำเนินการ ตัดสินใจ และการคุ้มครองดูแลเป็นหลัก แต่ทว่าการดำเนินการดังกล่าวนั้นจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นบนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมและการกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมให้กับสมาชิกของชุมชน
นอกจากการบริหารภายในชุมชนเอง การจัดการป่าชุมชนยังต้องอาศัยความร่วมมือจากองค์กรชุมชนที่เข้มแข็ง และการสนับสนุนจากหน่วยงานหรือบุคคลภายนอก ทั้งในด้านองค์ความรู้ ทรัพยากร และเทคโนโลยี เพื่อให้การดูแลป่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ป่าชุมชนไม่เพียงเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังเป็นศูนย์รวมของวัฒนธรรม ประเพณี และการใช้ชีวิตร่วมกันของผู้คนในชุมชน ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยั่งยืนในระยะยาว
รูปแบบของป่าชุมชนในประเทศไทย
ป่าชุมชนในประเทศไทยสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทตามวัตถุประสงค์หรือเกณฑ์ในด้านต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างกันออกไป โดยกรมป่าไม้ได้มีการกำหนดเกณฑ์ในการจำแนกรูปแบบของป่าชุมชนในประเทศไทยตามวัตถุประสงค์หลักในการใช้ประโยชน์ของชุมชนออกเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้
- ป่าชุมชนแบบอนุรักษ์
ป่าชุมชนแบบอนุรักษ์ อาทิ ป่าโรงเรียน วัดป่า ป่าช้า ป่าอภัยทาน หรือป่าซับน้ำ เป็นรูปแบบการดำเนินงานที่มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญในการช่วยอนุรักษ์ดิน น้ำ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนความเชื่อและประเพณีท้องถิ่นของชุมชนเอาไว้อย่างยั่งยืน เพื่อประโยชน์ในการใช้อุปโภค บริโภค ทำการเกษตร รวมถึงเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจและพิธีต่าง ๆ ตามประเพณีหรือความเชื่อ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ผลพลอยได้รับจากป่าชุมชนแบบอนุรักษ์จะอยู่ในรูปแบบของแหล่งสมุนไพร ของป่า หรือแหล่งอาหารจากธรรมชาติ ที่ช่วยหล่อเลี้ยงทั้งชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชน - ป่าชุมชนแบบเศรษฐกิจ
ป่าชุมชนแบบเศรษฐกิจ เป็นรูปแบบการจัดการป่าชุมชนที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้และผลตอบแทนให้แก่ชุมชนในท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น ป่าเศรษฐกิจชุมชน และ ป่าใช้สอยชุมชน ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าที่ชุมชนร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อการใช้ประโยชน์และเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจ ป่าประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเป็น ป่าปลูก ที่เกิดจากความร่วมมือของชุมชนในการพัฒนาพื้นที่ให้กลายเป็นแหล่งทรัพยากรสำหรับ เก็บอาหาร, ของป่า, ไม้ฟืน, สมุนไพร, และ ไม้สำหรับใช้สอย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ พร้อมทั้งสร้างรายได้เสริมจากผลผลิตในป่า ป่าชุมชนแบบเศรษฐกิจ จึงเป็นทั้งแหล่งทรัพยากรที่สำคัญและเครื่องมือในการสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของชุมชน พร้อมทั้งสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ - ป่าชุมชนแบบอเนกประสงค์
ป่าชุมชนแบบอเนกประสงค์ เป็นรูปแบบการจัดการป่าชุมชนที่ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์หลากหลาย โดยผสมผสานแนวคิดของ ป่าชุมชนแบบอนุรักษ์ และ ป่าชุมชนแบบเศรษฐกิจ เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ป่าธรรมชาติ หรือ ป่าปลูก ป่าประเภทนี้มุ่งเน้นให้ชุมชนได้รับประโยชน์ทั้งในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมกับการสร้างรายได้และผลตอบแทนที่ยั่งยืน วัตถุประสงค์หลัก ของป่าชุมชนแบบอเนกประสงค์ คือการสนับสนุนทั้งการอนุรักษ์ดิน น้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการเป็นแหล่งทรัพยากรที่ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์ เช่น การเก็บอาหาร ของป่า ไม้ฟืน และสมุนไพร เพื่อการดำรงชีวิตและการสร้างรายได้ การดำเนินงานในรูปแบบนี้ยังเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยรักษาความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์จากป่าและการปกป้องสิ่งแวดล้อม
การเตรียมความพร้อมเพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์อย่างยั่งยืนตามวิถีป่าชุมชน
อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้นว่า ป่าชุมชนแต่ละประเภทล้วนมีความเกี่ยวข้องกับทั้งวิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรม รวมถึงการสร้างรายได้ให้กับชุมชนในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นแล้ว การท่องเที่ยวในป่าชุมชนจึงมักจะมีความแตกต่างไปจากการท่องเที่ยวในป่าทั่วไปตรงที่ นักท่องเที่ยวทุกคนจำเป็นที่จะต้องเข้าใจวิถีป่าชุมชนและมีความเคารพต่อธรรมชาติอย่างแท้จริง เพื่อประโยชน์ในการช่วยรักษาความหลากหลายของทรัพยากร รวมถึงภูมินิเวศทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนที่ได้รับการปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างช้านานเอาไว้ได้อย่างยั่งยืน
- ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับป่าชุมชน โดยควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับป่าชุมชนที่ต้องการจะเดินทางไปท่องเที่ยวว่าป่าชุมชนดังกล่าวเป็นป่าชุมชนในรูปแบบใด และเอื้อต่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในรูปแบบใดมากที่สุด ร่วมกับการศึกษากฎระเบียบและข้อควรปฏิบัติในพื้นที่ป่าหรือชุมชนนั้น ๆ เพื่อการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องและเหมาะสม
- สนับสนุนชุมชน โดยการเลือกใช้บริการที่พักและไกด์ท้องถิ่น รวมกับการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์พื้นบ้านเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและชุมชนในพื้นที่ป่าชุมชน
- รักษาสิ่งแวดล้อมและป่าชุมชน โดยควรหลีกเลี่ยงการทิ้งขยะในพื้นที่ป่าชุมชน การทำกิจกรรมบนพื้นที่ที่มีพืชพรรณธรรมชาติ และปฏิบัติตามแนวทาง Leave No Trace หรือการไม่ทิ้งร่องรอย เพื่อไม่เกิดการทำลายธรรมชาติ
- เตรียมอุปกรณ์ท่องเที่ยวให้เหมาะสม โดยควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสำหรับการเดินป่าชุมชน ร่วมกับการเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นและอุปกรณ์สำหรับปฐมพยาบาลเบื้องต้นไปให้พร้อม
- ไม่เก็บสิ่งของตามธรรมชาติติดตัวกลับไป โดยหากมีความสนใจธรรมชาติและวิถีของป่าชุมชนควรเลือกใช้เวลาในการสังเกตสิ่งเหล่านั้นอย่างเต็มที่ หรือเก็บภาพความประทับใจกลับไปเท่านั้น
จะเห็นได้ว่า การท่องเที่ยวตามวิถีป่าชุมชนไม่ได้เป็นเพียงแค่การเดินทางเพื่อไปพักผ่อนหย่อนใจท่ามกลางธรรมชาติที่รายล้อมอยู่รอบตัว แต่เป็นการเปิดโอกาสครั้งสำคัญในการเชื่อมโยงตนเองเข้ากับธรรมชาติ พร้อมเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น ประเพณี และความเชื่อที่ได้รับการปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างช้านานตามวิถีของป่าชุมชน ไปพร้อม ๆ กับการได้ร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ร่วมกันรักษาป่าชุมชน เพื่อธรรมชาติที่ยั่งยืนและวิถีชีวิตที่มั่นคง
เรียนรู้ความสำคัญของป่าชุมชนที่หลอมรวมธรรมชาติ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชนได้ที่ มูลนิธิไทยรักษ์ป่า มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องและพัฒนาป่าชุมชน เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าทั้งสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต!
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสนับสนุนเราได้ที่
มูลนิธิไทยรักษ์ป่า สำนักงานกรุงเทพฯ
เบอร์ : 02-998-5000, 02-998-5999
Email : [email protected]
Facebook : มูลนิธิไทยรักษ์ป่า
Youtube : Thairakpa Foundation
References
- https://www.forest.go.th/community/wp-content/uploads/sites/16/2018/08/%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%99-%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%99.pdf
- https://thaicfnet.org/intro
- https://www.seub.or.th/bloging/knowledge/ecotourism/
- https://ngthai.com/travel/38131/7-leave-no-trace/
