แม่ชีนันทนา พรหมมลมาศ (อูฐ)

เผยแพร่วันที่ 16 กรกฎาคม 2021

การเปลี่ยนแปลงของป่าภูหลงตลอดระยะเวลากว่า 22 ปี มีผู้ขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังในการร้อยประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการฟื้นฟูและรักษา ‘ผืนป่าภูหลง’ อย่างแม่ชีนันทนา (ญาณิสรา) หรือแม่ชีอูฐ

ภารกิจทางใจต่อผืนป่า
ภารกิจทางศาสนาของนักบวช คือ การพัฒนาจิตใจตัวเอง การเลือกมาอยู่พื้นที่ป่าเขา เพราะป่าเป็นสถานที่เหมาะสําหรับการเจริญสมณะธรรม ธรรมชาติป่าเขาย่อมให้ความสงบ วิเวก รื่นรมย์ แต่ป่าก็ต้องการการดูแลรักษาและปกปกป้อง ความผูกพันกับผืนป่าถือเป็นแรง ขับเคลื่อนสําคัญให้แม่ชีทํางานฟื้นฟูป่าภูหลงร่วมกับชาวบ้านมา พัฒนาจิตใจควบคู่ไปกับการทํางานด้วย
มาถึงวันนี้ ด้วยวัยที่ใกล้ฝั่ง ทําให้แม่ชีต้องพยายามลดบทบาทของตัวเองลง พยายาม ถ่ายโอนงานให้ชาวบ้าน งานในช่วงหลัง ๆ ของแม่ชี คือ พยายามให้ทีมงานในหมู่บ้านและ องค์กรเครือข่ายมีบทบาทมากขึ้น

22 ปี ความเปลี่ยนแปลงของป่าภูหลง
แม่ชีอูฐเข้ามาอยู่ที่วัดป่ามหาวัน ภูหลง ตั้งปี 2542 เดิมทีเข้ามาอยู่ในฐานะเป็นฆราวาส ได้ช่วยพระอาจารย์ไพศาล วิสาโลปลูกป่าร่วมกับชาวบ้านทุกปี พอเข้าปีที่ 3 จึงได้บวชเป็นแม่ชี ภายหลังปี 2547 ซึ่งเกิดไฟไหม้ใหญ่ จึงได้เกิด “โครงการความร่วมมือเพื่อการฟื้นฟูป่าต้นนํ้าลําปะทาว” และมีกลุ่มบุคคล องค์กร จาก ภายนอกจํานวนมากที่ตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อม ให้ความสนใจมาร่วมปลูกป่า สนับสนุน งบประมาณเพื่อดําเนินการฟื้นฟูป่าอย่างต่อเนื่อง
มูลนิธิไทยรักษ์ป่าเป็นองค์กรหนึ่งที่ร่วมสนับสนุนและมี โครงการเข้ามาร่วมฟื้นฟูอย่างเต็มตัว นับแต่ปี พ.ศ.2557 ทั้งให้ความรู้ ทําการปลูกป่าอย่างมีระบบแบบแผน นํางานวิจัยเก็บข้อมูลเข้ามาศึกษาการเติบโตของต้นไม้ ส่งเสริมให้ชาวบ้านเพาะกล้าจากเมล็ดพันธุ์ในป่า ส่งเสริมอาชีพ การมีส่วนร่วมดูแลป่ามากขึ้น ความร่วมมือเหล่านี้ช่วยส่งเสริมให้การฟื้นฟูดูแลป่าภูหลงเข้มแข็งขึ้น

ยอมรับความเป็นอนิจจัง
ปลูกป่ามาตลอดเจอไฟไหม้ใหญ่หลายครั้ง คิดอย่างไร ? เราย่อมอยากเห็นผืนป่าเพิ่มขึ้น อยากเห็นป่ารอดจากไฟป่าทุกปี แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้นเพราะมีเหตุปัจจัยมากมายควบคุมไม่ได้ แม้ชาวบ้านพยายามทํางานกันอย่างเต็มที่ วางแผนอย่างดีในทุกปี คิดว่าจะกันไฟได้ แต่เมื่อมีเหตุปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้คนที่เข้ามาล่าสัตว์ หรือเหตุ ปัจจัยทางธรรมชาติ ทําให้ไฟไหม้ใหญ่ครั้งแล้วครั้งเล่า ต้องยอมรับและเริ่มต้นใหม่ ปลอบใจและให้กําลังใจคนทํางาน ยอมรับความเป็นจริง สรุปบทเรียนและก้าวต่อไป

ชาวบ้านตาดรินทองมีส่วนร่วมรักษาป่า
ชาวบ้านตาดรินทองเป็นหลักในการดําเนินการดูแลรักษาป่ามายาวนาน คนรุ่นเก่าที่เป็นหลักในการฟื้นฟูป่า เริ่มอายุมากถดถอยเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมา การ ทํางานทางความคิดกับชุมชนเป็นไปโดยธรรมชาติ ทุกคนให้ความสําคัญกับผืนป่าของเขา ปัจจุบันมีชาวบ้านมาร่วมงานรูปธรรม 13 – 15 คน งานที่ทํามีเกือบตลอดปี ปลูกป่าในช่วงฝน ตัดหญ้าดูแลรักษาแปลงปลูกเก่า ปลายฝนก็เตรียมแนวกันไฟ พอแล้งมีงานลาดตระเวนระวังไฟ เมื่อไฟป่าเข้ามาชาวบ้านใน ชุมชนจะช่วยกันดับไฟเต็มที่ ทั้งหมู่บ้านก็ว่าได้
ปัจจุบันนี้ ชาวบ้านตระหนักในความสําคัญและรักป่า ละเลิกวิถีที่ไม่เป็นมิตรกับป่าจนแทบไม่เหลือ เช่น ลักลอบตัดไม้น้อยลง คนที่เคยเป็นพรานป่ากลับกลาย มาเป็นกรรมการที่ช่วยดูแลหวงแหนป่า ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มาจากเงื่อนไขการดูแลป่าโดยมีป่าชุมชนของหมู่บ้าน เมื่อชุมชนได้ดูแลป้องกันรักษาป่าร่วมกันมายาวนาน ก่อเกิดเป็นความผูกพันกับป่า ประกอบกับการ อบรมสั่งสอนของพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ชาวบ้านเห็นความสําคัญและคุณค่าของป่า ตลอดจนการร่วมในกิจกรรมธรรมยาตรา ซึมซับจนเกิดเป็นความรักความผูกพัน

ภารกิจในการประสานความร่วมมือ
ภาคีความร่วมมือที่เข้ามาหนุนช่วยงานดูแลรักษาป่าภูหลง ต้องการมีส่วนร่วมในการปกปักรักษาธรรมชาติ และเข้ามาด้วยความศรัทธาในตัวผู้นําพา คือ พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล กลุ่มองค์กรต่าง ๆ แม้จะมาจากคนละทิศทาง แต่จุดมุ่งหมายไม่ต่างกัน ช่วงหลังได้มีการรวมตัวคนที่มีความคิดใกล้เคียงกันให้มีโอกาสพูดคุย วางแผนไปในทิศทางเดียวกัน เช่น ช่วงนี้มีการตั้งเครือข่ายฟื้นฟูป่าภูหลง กลุ่มความร่วมมือของคนในเมือง นอกจากนี้ มีองค์กรต่าง ๆ เข้ามาร่วมปลูกป่า ทอดผ้าป่า ทํากิจกรรมต่าง ๆ โดยแม่ชีช่วยประสานงานกับทางชุมชน ร่วมกําหนดขอบเขตพื้นที่ วางรูปแบบกิจกรรม

ปลูกคนรุ่นต่อไป ด้วยประสบการณ์ สัมผัส และผูกพัน
การสร้างประสบการณ์เป็นสิ่งสําคัญ คําพูดอาจจะมองได้ไม่เห็น แต่หากได้สัมผัสจะเกิด ความผูกพัน การดําเนินการต่างๆ เช่น การเพาะกล้า เดินป่าธรรมยาตรา และการร่วมกิจกรรม ปลูกป่า จะทําให้เด็กๆ ผูกพันกับผืนป่า เด็ก ๆ จะได้เข้าใจว่าต้นไม้เพียงต้นเดียวสามารถสร้าง ความร่มเย็นท่ามกลางแดดร้อน ทําให้เขาไม่อยากเดินจากร่มไม้นี้ไป สิ่งเหล่านี้จะเติมเต็ม ความสําคัญของต้นไม้ในใจเด็ก ๆ

วันข้างหน้าป่าภูหลง
อนาคตต่อจากนี้ไป แม่ชีไม่ได้คาดหวังอะไร ทําตามที่มีโอกาส ทําตามที่มีกําลัง อะไรจะ เกิดก็จะเกิด ถ้าในทางที่ดี จะมีคนมาร่วมมือและพัฒนาความร่วมมืออย่างเป็นไปตามธรรมชาติ ในส่วนของชุมชนถ้ายังพยายามดูแลป่า ก็จะได้เรียนรู้ พัฒนาวิธีการรับมือกับไฟ สิ่งที่เขารู้ เหล่านี้ก็จะตกทอดไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานในการรับมือไฟและดูแลป่าภูหลงให้ดียิ่งขึ้น

แบ่งปันเรื่องราวของป่า