Nam Ha…..ต้นแบบของผืนป่ากับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
เผยแพร่วันที่ 23 เมษายน 2020

ถ้าจะมีที่ไหนซักแห่งในโลกใบนี้ ที่จะเป็นต้นแบบของผืนป่ากับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ที่ซึ่งป่าได้รับการดูแล-ปกป้องจากมนุษย์ พร้อมทั้งถ่ายทอดเรื่องราวของทั้งป่าและชุมชนไปสู่โลกภายนอก และ ชุมชนยังได้รับประโยชน์ภายใต้ร่มเงาจากป่าร่วมไปด้วย ก็คงจะเป็นที่นี่
Nam Ha National Protected Area หรือ เขตพิทักษ์ธรรมชาติแห่งชาติน้ำฮา ตั้งอยู่ในแขวงหลวงน้ำทา (Luang Namtha) ทางตอนเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีอาณาเขตราว 2,224 ตารางกิโลเมตร จากการเข้าสำรวจวัดพื้นที่ในปี ค.ศ. 1999 โดยมีความสูงจากระดับน้ำทะเล ตั้งแต่ 540 – 2,094 เมตร
ลักษณะโดยรวมของน้ำฮาเป็นป่าทุติยภูมิ คือ ป่าไม้ที่อยู่ในช่วงของการฟื้นฟู จากการถูกทำลาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากธรรมชาติเอง เช่น ไฟป่า หรือ ฝีมือมนุษย์ แตกต่างจากป่าไม้ปฐมภูมิ หรือ ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ ยังไม่เคยถูกทำลายมาก่อน โดยในพื้นที่ที่ไม่สูงจากระดับน้ำทะเลมากนัก จะเป็นป่าผลัดใบ ป่าละเมาะหรือไม้พุ่ม และ ในแถบที่สูงจะเป็นป่าดิบชื้นผสมกับไม้พุ่ม มีแม่น้ำไหลผ่าน 3 สาย ได้แก่ น้ำทา (Nam Tha), น้ำฟ้า (Nam Fa), และ น้ำลอง (Nam Long) ก่อนที่จะไหลลงทางทิศใต้สู่แม่น้ำโขง
ด้วยความสมบูรณ์และครบถ้วนของลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่มีทั้งป่าไม้ ที่ราบสูง ภูเขา สัตว์ป่า และสายน้ำ ผสมผสานกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์แห่งชนเผ่าขมุที่อยู่อาศัยที่นี่จวบจนชั่วลูกชั่วหลาน จึงทำให้เขตพิทักษ์ธรรมชาติน้ำฮาแห่งนี้ ได้รับการสนับสนุนและผลักดันให้เป็นโครงการ Community-based Ecotourism แห่งแรกของประเทศ
Community-based Ecotourism คือ การท่องเที่ยวแบบบูรณาการ ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืนทางสังคมและวัฒนธรรมควบคู่ไปด้วย ผ่านวัตถุประสงค์ในการสร้างจิตสำนึกให้กับนักท่องเที่ยวตระหนักในคุณค่าของธรรมชาติและเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีแห่งชุมชน โดยเป็นการบริหารจัดการโดยชุมชน เพื่อชุมชน
ขั้นตอนแรกของโครงการ คือ “การตัดสินใจ” ผ่านการให้ข้อมูลโครงการอย่างครบถ้วนจากตัวแทนภาครัฐและผู้นำชุมชน รวมทั้งชุนชนต้นแบบที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ลูกบ้านสามารถประเมินความเป็นได้ แล้วจึงลงความเห็นหรือตัดสินใจร่วมกันของชนทั้งหมู่บ้านในการเข้าร่วมโครงการ
ขั้นตอนต่อไป คือ “การระดมความคิดเพื่อสร้างคุณค่าและความยั่งยืน” โดยหลังจากที่ได้ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการแล้ว ชุมชนจะต้องร่วมกันคิดว่าจะบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างไร เพื่อให้เกิดการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง การร่วมกันพิทักษ์รักษาผืนป่าของตนเอาไว้นอกเหนือจากการคิดหาแต่หนทางทำเงินจากการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว
และขั้นตอนสุดท้าย คือ “การอบรมให้ความรู้แก่ชุมชน” โดยภาครัฐ ในเรื่องของการวางแผน (Planning), การบริหารจัดการ (Management), การดำเนินการ-ปฏิบัติการ (Operation), การตลาด (Marketing), การพัฒนาทักษะของชุมชน (Related Skill Development) และ ที่สำคัญที่สุด คือ การสร้างความรู้สึกความเป็นเจ้าของและหวงแหนในธรรมชาติและภูมิลำเนา (Sense of Ownership) ให้เกิดขึ้นในชุมชน
โปรแกรมการท่องเที่ยวต่างๆ ที่บ้านน้ำฮารังสรรค์ขึ้นมี 3 รูปแบบ คือ การท่องไพร หรือ เดินป่า รูปแบบที่ 2 คือ การล่องลำน้ำด้วยกิจกรรมพายเรือคยัค และสำหรับรูปแบบสุดท้าย คือ “ท่องไพรล่องนาวา” ซึ่งจะเป็นโปรแกรมการท่องเที่ยวแบบผสมผสานทั้งทางบกและทางน้ำ ทั้งนี้ การท่องเที่ยวทั้งสามรูปแบบจะมีไกด์ชาวบ้านที่พูดภาษาอังกฤษได้เป็นผู้นำทาง และการพักค้างคืนในโฮมสเตย์ นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสและเรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้าน ที่จะแตกต่างกันไปตามแต่ละฤดูกาล
รายได้ที่ชุมชนได้รับนั้น จะกระจายออกเป็น 2 ส่วน โดยหลักๆ กลับคืนสู่ชุมชน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องต่างๆ เช่น น้ำ, อาหาร, กิจกรรมสำหรับการท่องเที่ยว (การแสดงท้องถิ่น, ค่าอุปกรณ์สาธิตและทำเครื่องจักรสานเพื่อการเรียนรู้ของนักท่องเที่ยว เป็นต้น) ค่าที่พักหรือโฮมสเตย์, ค่าไกด์นำเที่ยว, กองทุนหมู่บ้าน เป็นต้น และ ส่วนที่ 2 เป็นค่าภาษีและค่าธรรมเนียมให้ภาครัฐ
ทั้งหมดนี้ คงจะทำให้เราเห็นแล้วว่า มนุษย์ กับ ธรรมชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้ แม้นในลำดับขั้นของการพัฒนาไปสู่การท่องเที่ยว เหมือนดั่งชุมชนชาวขมุ และ เขตพิทักษ์ธรรมชาติน้ำฮาแห่งนี้
องค์ความรู้ที่ได้รับ : Nam Ha National Protected Area และ Community-based Ecotourism
