คนรักษ์ป่า “พะตีทะนงศักดิ์ ม่อนดอก”

เผยแพร่วันที่ 14 สิงหาคม 2021

คนรักษ์ป่า : พะตีทะนงศักดิ์ ม่อนดอก ประธานเครือข่ายลุ่มน้ำแจ่มตอนบน ผู้ประสานงาน วางแผน และขับเคลื่อนกิจกรรมเครือข่ายลุ่มน้ำ เพื่อการจัดการที่ดินอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งถือเป็นกระดุมเม็ดแรกในการทำงานฟื้นฟูป่าในพื้นที่แม่แจ่ม  

 

น้ำท่วมภาคกลางปี 2554 กระทบที่อยู่ที่กิน 6 ชุมชนลุ่มน้ำแจ่ม

รัฐบาลสมัยนั้นกู้เงินมาจัดการระบบน้ำในประเทศและจัดสรรงบกว่า 2,000 ล้านลงมาเพื่อสร้างเขื่อน ซึ่งกินพื้นที่ลุ่มน้ำแจ่มตอนบน ถ้าปล่อยให้เขื่อนเกิดขึ้น ชาวชุมชน 6 หมู่บ้านในตำบลแม่นาจร ก็ต้องย้ายออกจากพื้นที่ ทั้งที่อยู่กันมานานร่วม 80 ปี นี่เป็นสาเหตุในการ ยื่นหนังสือคัดค้านการสร้างเขื่อน และรวมตัวกันลุกขึ้นมาจัดการ กันแนวเขตที่ดินชุมชนออกจากพื้นที่ป่า

 

ตราบใดไม่มีเอกสิทธิ์ พื้นที่นั้นเท่ากับป่า

เพราะที่ทำกินของเราอยู่ในเขตป่าสงวน แม้จะเห็นในแผนที่ทางอากาศชัดแต่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เวลาที่เราชี้แจงหน่วยงานยากที่จะเชื่อ จึงต้องลุกขึ้นมาจับแนวเขตจะได้ชัดเจนลงไป  เมื่อก่อนเรากะด้วยสายตาและคาดคะเนเอาตามเมล็ดพันธุ์ที่ใช้เพาะปลูกในแต่ละฤดูกาลเท่านั้น รัฐเองก็ไม่มีกำลังพอที่จะสำรวจให้แน่ชัด ได้แต่ใช้ข้อมูลกะคะเนของชาวบ้าน ซึ่งพอรวมออกมา

.

มันน่าตกใจนะ ที่พื้นที่แม่แจ่มเชียงใหม่กลายเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดแหล่งใหญ่อันดับต้นๆของประเทศ เราพยายามกันมาตั้งแต่ปี 2555 และปี 2557 นี่เองที่เราได้เริ่มเคลื่อนเรื่องการจับพิกัด GPS ที่ทำกินของชาวบ้านอย่างจริงจัง ด้วยงบตั้งต้นการอบรมใช้เครื่องมือ ของ พอช . อบรมเยาวชน 6 หมู่บ้านให้มาทำข้อมูลบ้านตัวเอง ลงฐานข้อมูลรายแปลงและประวัติพื้นที่ทำกินกันอย่างจริงจัง มีหลายหน่วยงานเข้ามาสนับสนุน และหนึ่งในนั้นคือ มูลนิธิไทยรักษ์ป่า 

.

การได้ข้อมูลชุดนี้มา ทำให้เรายืนยันกับหน่วยงานได้ชัดว่า ขอบเขตที่นา ที่ไร่หมุนเวียน ที่อาศัย ที่ป่าใช้สอย ที่ป่าอนุรักษ์ และที่ป่าต้นน้ำมีอยู่ตรงไหนบ้าง ซึ่งจริงๆในวิถีชุมชนปกาเกอญอมีแบ่งไว้แล้ว เพียงแต่เราพูดได้ไม่ชัดว่า ที่เหล่านั้นกว้างยาวเท่าไหร่ คราวนี้เราบอกได้ชัดว่า 6 ชุมชน ดูแลพื้นที่ 12,000 ไร่ โดยมี 6,000 ไร่ เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าใช้สอย

 

เมื่อแนวเขตพื้นที่ทำกินชัด งานฟื้นฟูก็ตามมา

เมื่อข้อมูลจากศูนย์ GIS แม่แจ่มชัด เราก็นำเสนอต่อทาง อำเภอ กรมป่าไม้ หน่วยงานเกษตรและภาครัฐ แล้วองค์กรในพื้นที่ยอมรับ  เกิดการขับเคลื่อนโครงการฟื้นฟูพื้นที่ป่าหลากหลายโครงการ มีการขึ้นทะเบียนเกษตรกร เรียกสมุดเขียวที่นายอำเภอเซ็นรับรอง เกิดการตั้งข้อบัญญัติตำบลร่วมกันว่าจะไม่บุกรุกขยายที่ทำกินเพิ่ม และห้ามซื้อขายที่ทำกินให้บุคคลภายนอก

 

ไผ่ ไม้ป่า กาแฟ วิถีเกษตรผสมผสานทิศทางสร้างความยั่งยืนในพื้นที่

ในช่วงปี 2559-ปี 2560 มีโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ของรัฐเข้ามา ภายใต้แนวคิด ที่ทำกิน 10 ไร่ ขอปัน 1 ไร่มาปลูกไม้ผสมผสาน  พะตีสรุปง่ายๆ มาเป็นแนวคิดของพะตีเองว่า 1 ครอบครัวมี 1 สวนครัว ในสวนครัวปลูกผักปลูกผลไม้ ลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน การรวมกลุ่มสมาชิกเป็นไปด้วยดีมีมากกว่า 50 ราย แต่ในปีถัดมาเราพยายามมองหาทางที่ยั่งยืนกว่า

.

“วิธีคิดการทำงานผมเป็นชาวบ้านไม่ใช่หน่วยงานสงเคราะห์ เราเองต้องเอาจริง อยากกินต้องดูแล ปลูกให้รอด จะได้กินยาวๆ” 

.

ต่อมามูลนิธิไทยรักษ์ป่าเข้ามาทำงานกับกลุ่มเยาวชนในชุมชน มีการรวมตัวเยาวชนที่สนใจในพื้นที่ร่วม 114 ไร่ ปลูก ป่าผสมผสาน ถั่วดาวอินคา กาแฟ ส่งขายทั้งสดและแปรรูป  ต่อยอดขยายกิจการของเยาวชนในพื้นที่ พร้อมรวมกลุ่มกิจกรรมดูแลพื้นที่ประจำปี ปลูกป่า ทำแนวกันไฟโดยมีระบบร่วมกันฮอมเพื่อดูแลที่ชัดเจน เป็นรูปธรรมลดการรุกล้ำ เมื่อที่ทำกินโดนไฟลาม คนที่ทำกินก็ดูแล ชาวบ้านข้างเคียงไปช่วยกันดับไฟ

.

นอกจากนี้กลุ่มไผ่ 10 คน พื้นที่รวมเกือบ 40 ไร่ เน้นปลูกไผ่โดยเฉพาะทั้งไผ่ซางหม่น ลืมแล้ง และกิมซุง ที่ให้หน่อในหน้าร้อน ปัจจุบัน ปลูกมากว่า 3 ปี ไผ่ที่มีสามารถเข้าสู่กระบวนการแปรรูปได้เกิดโรงงานแปรรูปไผ่ที่บ้านแม่ซา โดยการสนับสนุนอุปกรณ์จากมูลนิธิไทยรักษ์ป่าร่วมกับทุนจากสิงคโปร์  มีพร้อมทั้งบ่อแช่ อุปกรณ์ตากไผ่ สำหรับผลิตฟาก ทำหลังคาและเฟอร์นิเจอร์แปรรูป  ทิศทางต่อไปเราคิดว่าจำเป็นต้องมีผลิตภัณฑ์ของเราเอง ปัจจุบันรายได้จากไผ่ที่มีพอเลี้ยงครอบครัวได้ 

.

อนาคตมั่นใจว่าไผ่และการปลูกไม้แบบผสมผสานจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงวิถีคนบ้านเราให้ดีขึ้นได้ 

 

#คนรักษ์ป่า 

#วิถีชุมชนคนอยู่ร่วมผืนป่า 

#คุณค่าในความหลากหลายทางชีวภาพ 

#คุณค่าป่าต้นน้ำ

แบ่งปันเรื่องราวของป่า