คนรักษ์ป่า : สานงานธรรมชาติศึกษา สร้างจิตสำนึกและสื่อความหมายธรรมชาติ – ครูไก่ อ.สมปอง บุญสมศรี
เผยแพร่วันที่ 13 ธันวาคม 2021

ครูไก่ อ.สมปอง บุญสมศรี ผู้ร่วมสานต่องานด้านธรรมชาติศึกษา เป็นแกนนำงานด้านการสร้างจิตสำนึกและสื่อความหมายธรรมชาติ ชมรมนักสื่อความหมายธรรมชาติ เครือข่ายเยาวชนไทยรักษ์ป่า และเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชนและบุคคลทั่วไปในการดูแลรักษาป่าเพื่อประโยชน์สาธารณะ
อะไรที่เริ่มต้นด้วยความชอบ ความรัก จะทำให้ทำต่อเนื่องได้
ครูไก่เชื่อว่า อะไรที่เริ่มต้นด้วยความชอบ ความรัก ก็จะทำให้เราทำงานนั้นได้อย่างต่อเนื่อง ครูไก่เองทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่สมัยมัธยมศึกษาตอนต้น โดยเริ่มจากการเข้าไปเที่ยวที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าห้วยกุ่ม ได้เห็นการทำงานของพี่ๆ เจ้าหน้าที่ที่นั่น และได้อ่านงานเขียนหลายเล่มของคุณเสกสรร คุณจิระนันท์ รวมทั้งได้รับรู้เรื่องราวของสืบ นาคะเสถียร ทำให้ครูไก่สนใจด้านนี้มาตลอด
ดังนั้นในช่วงแรกที่เริ่มงานสอน ครูไก่จึงได้ไปสมัครเป็นครูสิ่งแวดล้อมของสำนักงานการศึกษาเขต และได้ร่วมจัดทำค่ายเยาวชนรักษ์พงไพร เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเน้นเฉพาะแกนนำ ทำให้ครูไก่รู้สึกว่า เด็กคนอื่นๆที่อยากทำกิจกรรม ก็น่าจะได้มีโอกาสมาค่ายด้วย ไม่ใช่เฉพาะแกนนำ ครูไก่จึงได้นำแนวคิดนี้มาใช้ในโรงเรียนที่สอนอยู่
แรงผลักดัน คือ ความรัก ความศรัทธาและความสุข
ครูไก่บอกกับเราว่า “ครูมีความรัก ความศรัทธาและความสุขเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เราทำงานด้านนี้มาได้จนถึงทุกวันนี้ เรารู้สึกว่าเราได้ทำหน้าที่ดูแลบ้านเรา ดูแลธรรมชาติแทนคนอื่นๆ แม้จะเป็นกิจกรรมเล็กๆ กับเด็กสองสามคน เราก็ถือว่ามีความสุขมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมใหญ่ๆกับคนจำนวนมาก เราได้คิด ได้ทำอะไรเพื่อโลกใบนี้ ได้ส่งต่อความคิด และรูปแบบการใช้ชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีในบทเรียนในหลักสูตร
เราได้ใช้ตัวเองเป็นต้นแบบให้แก่เด็กๆ ได้สอนให้เด็กรู้ว่า ป่ามีชีวิต ชีวิตของป่าจะเกื้อกูลชีวิตเรา เมื่อเด็กเกิดความเข้าใจตรงจุดนี้ เขาก็จะร่วมกันรักษาป่า ซึ่งเป็นความสุขที่เราได้รับ เหมือนการสร้างแรงกระเพื่อมเล็กๆ เพื่อให้เกิดเป็นคลื่นลูกใหญ่ในอนาคต”
ป่าอยู่ได้ถ้าไม่มีคน แต่คนอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีป่า
ตอนนี้พื้นที่ป่าของชัยภูมิเหลือน้อยมาก ป่าอยู่ได้ถ้าไม่มีคน แต่คนอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีป่า แต่เราจะไปห้ามคนไม่ให้เข้าไปยุ่งกับป่าก็เป็นไปไม่ได้ เพราะคนต้องพึ่งพาธรรมชาติ ชัยภูมิมีป่าดิบแล้งผืนสุดท้ายในภูแลนคา เป็นป่าดั้งเดิมที่เราต้องฟื้นฟู และร่วมกันรักษาไว้ ซึ่งมูลนิธิไทยรักษ์ป่า เข้ามาตรงนี้ในจังหวะเวลาที่พอดี และได้เข้ามาช่วยในหลายๆมิติ ทั้งด้านของชุมชน ความเป็นอยู่ อาชีพ การดูแลป่าต้นน้ำและที่สำคัญคือ การสร้างเครือข่ายเยาวชน ซึ่งเป็นงานที่ดีและมีประโยชน์มาก
หัวใจสำคัญของการสร้างแรงบัลดาลใจให้กับเยาวชน คือ สร้างความตระหนักรู้
งานสื่อความหมายเป็นความงดงามและเป็นศิลปะ เป็นเสน่ห์ที่มีคุณค่าในตัวเอง การพูดเพื่อสื่อความหมาย เป็นทักษะที่เราต้องฝึกฝนบ่อยๆ เพราะเวลาเราพูดออกไป คนจะเข้าใจได้มากน้อยต่างกัน ถ้าเราทำได้ดี จะทำให้เยาวชนและชุมชนได้เห็นคุณค่าว่า การรักษาป่ามีประโยชน์ต่อท้องถิ่นและต่อคนทั้งโลกและจะทำให้เกิดการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น
หัวใจหลักของการสื่อความหมายนี้ คือ เน้นการสร้างความตระหนัก ซึ่งเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าใครได้เกิดความตระหนักรู้ แล้วก็จะเห็นความสำคัญของธรรมชาติและจะเริ่มลงมือทำ ดังคำพูดของเลขาธิการมูลนิธิไทยรักษ์ป่าที่ได้พูดไว้ และครูไก่ประทับใจมาก คือ “ความงามทำให้เราหลงรัก แต่การเห็นคุณค่าและจิตสำนึกที่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าต่อตัวเรา จะทำให้เราหวงแหนสิ่งเหล่านั้น”
ความสุขใจ เปรียบเสมือนรางวัลที่ดีกว่าโล่หรือใบประกาศใดๆ
เราจะเล่าเรื่องราวต่างๆ ของธรรมชาติให้เด็กๆฟัง และจะพาไปให้เห็นพื้นที่จริงจากป่าในพื้นที่ใกล้โรงเรียนเพื่อสร้างองค์ความรู้ให้แก่เด็กๆ ถ้าเราพูดอย่างเดียว เด็กก็จะไม่เข้าใจ เราต้องพาเขาไปให้เห็นถึงความหมายและความสำคัญของธรรมชาติ และเสริมแรงด้วยการสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้แก่เด็กๆ และใช้ตัวเราเองเป็น Role Model ให้แก่เด็กๆ ด้วย
ซึ่งผลตอบแทนที่ได้รับจากการทำงานนี้ คือ ความสุขใจ อันเปรียบเสมือนรางวัลที่ดีกว่าโล่หรือใบประกาศใดๆ และจะยิ่งมีความสุข เมื่อมีเด็กๆ กลับมาสืบทอดงานของเรา ครูเชื่อว่า เราเกิดมาครั้งเดียวในโลกใบนี้ อย่างน้อยเมื่อเราจะจากไป ก็จะยังมีคนที่ยังนึกถึงเรา และสืบทอดเจตนารมณ์ของเรา แค่นี้ครูก็มีความสุขแล้ว
.
.

