คนรักษ์ป่า “นกเขาทอง พัฒนาไพรวัลย์”
เผยแพร่วันที่ 25 สิงหาคม 2021

คนรักษ์ป่า : นกเขาทอง พัฒนาไพรวัลย์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิไทยรักษ์ป่า ชาวปกาเกอะญอ ผู้ทำงานกับชุมชนมูลนิธิไทยรักษ์ป่ามาแล้วกว่า 11 ปี ได้ส่งต่อหัวใจสำคัญการทำงานให้ฟังว่า “จะทำอะไรต้องคิดให้รอบคอบ ต่อให้งานเราดีขนาดไหน หากมันกระทบส่วนอื่น ก็จะกระทบกระทั่งกันไม่มีวันจบ”
เพราะเราทั้งผองล้วนเป็นพี่น้องกัน
ช่วงที่นกเขาทอง เรียนจบเป็นช่วงที่มีข่าวพี่น้องปกาเกอะญอประสบกับปัญหาเรื่อง “คนอยู่กับป่า” เนื่องจากพื้นที่เกษตรกรรม บ้านเรือน และป่าอนุรักษ์มีความทับซ้อนกันอยู่ใน อ.แม่แจ่ม
เมื่อได้เห็นการต่อสู้ของพะตีจอนิ และพี่น้องชาติพันธุ์ที่พยายามต่อสู้กันมาก่อนหน้า ก็คิดไว้ว่าสักวันถ้ามีโอกาสช่วยพี่น้องชาติพันธุ์ได้ เราก็อยากเข้ามาช่วยผลักดัน เราเป็นคนในพื้นที่ เมื่อได้เข้ามาทำงานกับมูลนิธิไทยรักษ์ป่า ก็ได้เห็นได้เข้าใจปัญหาจริงๆ
“จะทำเรื่องใดให้สำเร็จ ให้ถือประโยชน์ร่วมของทุกฝ่ายเป็นตัวตั้ง”
ออกแบบการทำงานโดยยึดโจทย์ของพื้นที่หน้างานเป็นหลัก
ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน ช่วงแรกของการทำงานของนกเขาทองเริ่มจากการสร้างพื้นที่หมู่บ้านต้นแบบ 2 พื้นที่ ในอำเภอแม่แจ่ม หลังจากวิเคราะห์ทบทวนก็พบว่า พลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงมีน้อย
ช่วงที่สองจึงขยับงานเป็นการสร้างเครือข่ายลุ่มน้ำขนาดเล็ก 4 เครือข่าย ได้แก่ เครือข่ายลุ่มน้ำแม่แจ่มตอนบน เครือข่ายลุ่มน้ำแม่วากแม่มะลอ เครือข่ายลุ่มน้ำแม่อวมแม่ปาน และ เครือข่ายแม่แรก
โดยทำงานด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อขับเคลื่อนโจทย์ของพื้นที่เป็นหลัก ได้แก่ 1 ระบบการจัดการ ปกติในชุมชนจะมีระบบการจัดการอยู่แล้วเช่นพื้นที่ป่าวัฒนธรรม ประเพณีการทำฝาย 2 พื้นที่ทำกินในชุมชนยังไม่ได้รับการรับรอง ไม่มีขอบเขตที่ดินที่ชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้เป็นโจทย์ใหญ่ของเครือข่ายลุ่มน้ำ ถ้าแก้ได้ก็จะลดการกระทบกระทั่งระหว่างหน่วยงานกับชุมชนได้
ตั้งเป้าที่จะแก้ไขโจทย์ร่วม
ช่วงที่สามของการทำงานเป็นการขับเคลื่อน การทำขอบเขตที่ดิน โดยมีชุมชนเป็นคนคิดแผนงาน เมื่อกันแนวเขตพื้นที่เสร็จ
ก็สามารถปลดล็อคเรื่องแนวเขตพื้นที่ทำกินกับหน่วยงานได้ เครือข่ายลุ่มน้ำได้ส่งต่อข้อมูลเข้าสู่ตำบล อำเภอ และจังหวัด
จนเกิดการยอมรับ
ผลที่ได้คือ ลดการกระทบกระทั่งกันระหว่างชุมชนและหน่วยงานภาครัฐ ส่งเสริมอาชีพได้ง่ายขึ้น การพัฒนาแหล่งน้ำ ทำแทงค์และขุดบ่อก็ง่ายขึ้น สามารถส่งเสริมอาชีพการปลูกไม้มีค่าได้ และชาวบ้านได้สิทธิทำกินที่จะส่งต่อให้ทายาทและคนในชุมชนเท่านั้น
อิสระในการทำงาน สู่การแก้ปัญหาที่แท้จริง
มูลนิธิไทยรักษ์ป่าให้อิสระทางความคิด เมื่อได้ลงพื้นที่ และมีโอกาสในการตั้งโจทย์และพยายามหาทางแก้กับเพื่อนๆ งานเลยสนุก หลังจากปลดล็อคที่ดินได้โจทย์ต่อมาคือพืชเชิงเดี่ยว จะปรับวิถีอย่างไร
วิธีคิดของเราคือถ้าทุกคนมีเดปอถู่(ป่าสะดือ)ของตัวเอง พื้นที่ป่าก็จะเพิ่มมากขึ้น เริ่มตั้งเป้าที่การเพิ่มพื้นที่ป่า 1,000 ไร่ เพิ่มรายได้ชุมชนนำร่อง โดยรวบรวมสมาชิกชุมชนที่อยากปลูกไม้มีค่า
มูลนิธิไทยรักษ์ป่าช่วยสนับสนุนกล้าพันธุ์ วัสดุปลูก การจัดการแหล่งน้ำ ร่วมปลดล็อคไม่มีค่า รวมถึงส่งเสริมตลาดและสนับสนุนอุปกรณ์ ผลการตอบรับของชุมชนดีมาก เราได้เห็นแนวทางจากมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ใช้ไผ่เป็นตัวนำ ต่อมากลายเป็นเครือข่ายกันร่วมกันหลายองค์กรเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว
จะเปลี่ยนวิถีจากพืชเชิงเดี่ยวได้ เมื่อชุมชนอยู่ได้จริงจากป่าปลูก
ระยะยาว สมาชิกปลูกสักและไม่ป่าที่ 10-20ปีถึงตัดใช้ได้
ระยะกลาง สมาชิกทำกล้าไผ่ กำลลังขยายสู่การแปรรูปไผ่ แปรรูปหน่อหน่อ เผาถ่านและหนอนไม้ไผ่
ระยะสั้น พืชแซมสวนป่า กาแฟ ผักหวาน
ทั้งนี้ กรมป่าไม้ช่วยซื้อกล้าไผ่ กว่า 3,000 กล้า ทำให้มีรายได้แก่กลุ่มผู้ปลูกไผ่ ชุมชนเห็นความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นจริง
“การทำงานตลอดมาเราไม่ได้ทำงานอยู่คนเดียว หน่วยงานอื่นก็มีส่วนช่วยด้วยเช่นกัน” นี่กระมังหัวใจสำคัญของกระบวนการมีส่วนร่วม ที่เราสัมผัสได้จากทุกคำบอกกล่าวของนกเขาทอง
#คนรักษ์ป่า #วิถีชุมชนคนอยู่ร่วมผืนป่า
#ฟื้นฟูผืนป่าและระบบนิเวศ
#คุณค่าในความหลากหลายทางชีวภาพ #คุณค่าป่าต้นน้ำ

