คนรักษ์ป่า “พ่อหลวงวิโรจน์ หมอกใหม่” จากวิกฤตหมอกควัน สู่การก่อตั้งเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ปาน
เผยแพร่วันที่ 18 สิงหาคม 2021

คนรักษ์ป่า : จากวิกฤตหมอกควัน สู่การก่อตั้งเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ปาน “พ่อหลวงวิโรจน์ หมอกใหม่” ประธานเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ปาน จ.เชียงใหม่ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านแม่ปาน ผู้ประสานงานหน่วยงานรัฐ ชุมชน ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน ประสานงานและแก้ไขปัญหาการใช้น้ำในเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ปาน 4 หมู่บ้าน และเป็นแกนนำในการบริหารจัดการไฟป่าหมอกควัน 4 ชุมชนลุ่มน้ำแม่ปาน
.
พ่อหลวงวิโรจน์ เล่าให้เราฟังว่า พ่อหลวงได้เริ่มทำงานมาตั้งแต่ปี 2555 ตอนนั้นชุมชนมีปัญหาวิกฤตหมอกควันจากการเผาป่า เพราะคนในชุมชนส่วนมาทำไร่ข้าวโพด หน้าแล้งมีไฟป่า
.
ดังนั้น ชาวบ้านจากสี่ชุมชนจึงรวมตัวกันจัดตั้งคณะกรรมการเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ปานขึ้น โดยมีหน้าที่หลัก คือ การดูแลเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติในชุมชน ซึ่งเฉพาะในหมู่ 17 ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 5,000 ไร่ มีโฉนดชุมชน 4 แปลง ประมาณ 800 ไร่ และมีป่าชุมชน 1,025 ไร่ รวมถึงพื้นที่ส่วนหนึ่งที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยประสานมิตรฯ มาขอใช้ประมาณ 100 ไร่ เพื่อเปิดรับนักเรียนจากพื้นที่สูง ที่ด้อยโอกาสในการศึกษาให้เข้าเรียนได้
เมื่อพืชเศรษฐกิจกลายเป็นแนวทางหลักในการแก้ปัญหาหมอกควัน
เนื่องจากอาชีพหลักของชุมชนคือ การทำการเกษตรกรรม ดังนั้น ทางเครือข่ายจึงมีการทำประชาคมหมู่บ้าน เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหา โดยมีการวางเป้าหมายหลักคือการส่งเสริมอาชีพให้ชุมชน เลิกปลูกพืชเชิงเดี่ยวไปเป็น การปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ และปลูกพืชเศรษฐกิจ ซึ่งโดยรอบชุมชนมีการปลูกลำไยแล้วขายได้ราคาดี จึงเริ่มนำลำไย เงาะและมะม่วงมาปลูกทดแทนในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเดิม ที่เป็นพื้นที่มีโฉนดถูกต้องตามกฎหมาย
.
ซึ่งเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น ชุมชนก็ค่อยๆเลิกปลูกข้าวโพด ทำให้ไม่ต้องมีการเผาไร่ ปัญหาหมอกควันไฟป่าก็ลดลง ตอนนี้ เหลือพื้นที่ปลูกข้าวโพดแค่ประมาณ 20% ซึ่งถือได้ว่า ค่อนข้างประสบผลสำเร็จในการดำเนินการ มีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น และเนื่องจากเป็นชุมชนในที่สูง ต้องใช้น้ำเป็นหลัก ดังนั้น การแก้ปัญหาต่างๆ ที่ช่วยให้ชุมชนมีน้ำใช้ จึงถือเป็นหัวใจหลักที่ชุมชนต้องการ
.
นอกจากนี้ยังมีการรวมตัวกันเป็นวิสาหกิจชุมชน ที่มีการผลิตอาหารส่งให้ตามโรงพยาบาล และโรงเรียนต่างๆ รวมถึงส่งขายในตลาดชุมชนใกล้เคียง และมีการสร้างงานให้แก่สมาชิกโดยส่งเสริมการเลี้ยงหมู ปลูกผักผลไม้ กลุ่มทอผ้า เป็นต้น โดยรายได้ส่วนหนึ่งใช้เพื่อจัดทำกองทุนต่างๆสำหรับสมาชิก รวมถึงกองทุนป้องกันไฟป่าด้วย
แสวงหาแนวร่วมเพื่อการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
อีกทั้ง เครือข่ายเองยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกมากมาย เช่น หน่วยงานพัฒนาชุมชนเข้ามาส่งเสริมโครงการ โคกหนองนา กรมป่าไม้เข้ามาช่วยเรื่อง โครงการสร้างป่าสร้างรายได้ โดยให้กล้าพันธุ์ไม้ต่างๆ โครงการพระราชดำริมาช่วยเรื่องระบบน้ำ มหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึงมูลนิธิไทยรักษ์ป่า ที่ให้การสนับสนุนทั้งเรื่องทุน ความรู้เชิงวิชาการ เช่น การเพาะเห็ดถอบ การเลี้ยงรถด่วน และช่วยทำระบบน้ำที่ดึงน้ำจากลำธารขึ้นมาพักไว้ที่บ่อพวงสันเขาเพื่อปล่อยน้ำลงไปที่บ่อเล็ก สำหรับแจกจ่ายให้พื้นที่การเกษตรต่างๆ
.
ซึ่งในการทำงานร่วมกันนั้น ในแต่ละปี เครือข่ายจะจัดการประชุมสัญจรทุก 3 เดือน ซึ่งจะมีหน่วยงานองค์กรต่างๆเข้ามาร่วมประชุม เพื่อแบ่งปันข้อมูลและหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา แต่ในฤดูแล้งจะมีการประชุมเดือนละครั้ง เพื่อเตรียมการป้องกันไฟป่า ซึ่งต้องเตรียมการล่วงหน้าให้พร้อมเสมอ
.
สำหรับในอนาคต พ่อหลวงอยากให้พื้นที่แห่งนี้ เป็นพื้นที่รูปธรรมในการป้องกันไฟป่าหมอกควัน มีทั้งส่วนที่เป็นพื้นที่แนวกันชน และอาจจะมีแปลงทดลองปลูกไม้ผลในเขตป่าด้วย เพื่อช่วยกันดูแลและป้องกันแนวตะเข็บป่าไม่ให้โดนบุกรุก เพิ่มการจัดการระบบน้ำในชุมชน การส่งเสริมอาชีพและความมั่นคงทางอาหาร สร้างพื้นที่เก็บน้ำให้ใหญ่ขึ้นเพราะมีประชากรเพิ่มมากขึ้น พื้นที่การเกษตรก็เพิ่มมากขึ้น
.
ซึ่งทางเครือข่ายยังต้องการการสนับสนุนจากทุกองค์กรในการขับเคลื่อน อยากขอบคุณไทยรักษ์ป่า และโครงการต่างๆ ที่เข้ามาสนับสนุน ทำให้ชุมชนสามารถดูแลรักษาป่าและสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี เป็นพื้นที่ตัวอย่างที่มีหลายชุมชนมาดูงาน ถือว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างแท้จริงและยั่งยืน และทางเครือข่ายยังคงยืนยันที่จะสานต่องานดูแลผืนป่าแห่งนี้ต่อไป และจะทำทุกวันให้ดีที่สุด
#วิถีชุมชนคนอยู่ร่วมผืนป่า
#ฟื้นฟูผืนป่าและระบบนิเวศ
#คุณค่าในความหลากหลายทางชีวภาพ #คุณค่าป่าต้นน้ำ

