คนรักษ์ป่า : สร้างเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ยะ-แม่ปอน “สง่า สายชลศรีจินดา”
เผยแพร่วันที่ 22 กันยายน 2021

คนรักษ์ป่า : สร้างเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ยะ-แม่ปอน สง่า สายชลศรีจินดา เจ้าหน้าที่งานมวลชนสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ และเป็นผู้ประสานงานและร่วมก่อตั้งเครือข่ายลุ่มน้ำแม่ยะ-แม่ปอน ปี 2547 ทำหน้าที่ในการประสานเชื่อมโยงการทำงานระหว่างเครือข่ายลุ่มน้ำอุทยานดอยอินทนนท์และหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง
.
เพื่อการแก้ปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างคนบนดอยกับคนพื้นราบ และเจ้าหน้าที่กับคนในชุมชนที่มีปัญหากันในเรื่องดิน น้ำ ป่า ร่วมกับแกนนำชุมชน โดยมีอุทยานฯ กลุ่มอนุรักษ์บนพื้นที่สูง IMPECT ไทยรักษ์ป่า และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นพี่เลี้ยงหลัก
.
หน้าที่หลักของเครือข่ายลุ่มน้ำฯ คือ สำรวจป่า แก้ปัญหาที่ดินทำกิน ความขัดแย้งเรื่องดินน้ำป่า ไฟป่า และทำงานกับหน่วยงานภาคีภาคส่วนต่างๆ
การได้ช่วยเหลือชาวบ้าน คือแรงบันดาลใจ
ในอดีต สง่าเคยมีโอกาสทำงานกับองค์กรศาสนา และพบกรณีที่ชาวบ้านห้วยปูลิง โดนจับ 26 ราย ทำให้เกิดความฝังใจอยากจะช่วยเหลือชาวบ้าน เมื่อเรียนจบสอบได้ครูที่อมก๋อย จึงตัดสินใจปฏิเสธ และเลือกที่จะทำงานกับอุทยานฯแทน เพื่อที่จะช่วยเหลือชาวบ้านและชุมชน
.
โดยมีเป้าหมายหลักในใจ คือ ความขัดแย้งต้องหมดไป ต้องสร้างการมีส่วนร่วม ต้องไม่มีการจับกุม เพราะแต่เดิมคนในชุมชน มีอาชีพทำนาทำไร่ แต่เริ่มมีการปลูกข้าวโพดที่บ้านกลาง ทำให้เกิดปัญหาบุกรุกที่ทำกิน แต่เราก็ต้องพยายามเข้าใจ เพราะทุกคนมีความจำเป็นต้องใช้เงิน
.
ต้องมีการสร้างความเข้าใจ และการพูดคุยกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับชุมชน อยู่ในกรอบ และมีแนวเขตที่ทำกินที่กำหนด ที่สำคัญคือสร้างการมีส่วนร่วม เพื่อลดความขัดแย้งลง ผลที่ได้รับคือ ชาวบ้านทำมาหากินได้อย่างสบายใจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเป็นมิตรกับชาวบ้านมากขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ซึ่งเป็นความสำเร็จที่สง่าภูมิใจ
.
ซึ่งจุดนี้ มูลนิธิไทยรักษ์ป่าได้เข้ามามีบทบาทช่วยเหลือเป็นอย่างมากในการส่งเสริมการทอผ้าย้อมสีธรรมชาติ การส่งเสริมการปลูกกาแฟ และยังมีแผนส่งเสริมการปลูกไม้ผล เช่น อะโวคาโด และมัคคาเดเมีย ต่อไปอีกด้วย
เน้นงานทุกด้านทั้งด้านรูปธรรมและจิตวิญญาณ
ในส่วนของการทำงานนั้น สง่าจะทำงานสองด้าน คือ ในด้านรูปธรรมการอนุรักษ์ ที่จะเน้นเรื่องป้องกันไฟป่า สร้างแนวกันไฟ สร้างฝาย ซึ่งไม่ใช่ฝายชะลอน้ำ แต่เป็นฝายเพื่อพัฒนาแหล่งต้นน้ำ ที่ใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ก้อนหิน ขอนไม้แห้ง ดิน แล้วปลูกต้นไคร้นุ่น
.
ซึ่งเชื่อกันว่า ถ้ามีต้นไคร้นุ่นขึ้นที่ไหน ที่นั่นจะมีน้ำ รวมทั้งปลูกตองสาดและกล้วยป่าด้วย ซึ่งผลจากการทำฝาย ทำให้มีน้ำในลำน้ำเพิ่มขึ้น คนที่ไปร่วมทำฝายเห็นผลสำเร็จอย่างชัดเจน ก็เกิดความสุข ทำให้เกิดกระแสตอบรับที่ดี มีชุมชนมาร่วมมือเพิ่มมากขึ้น ก็เท่ากับเป็นการช่วยสร้างจิตสำนึกให้แก่ชุมชนโดยตรง
.
ส่วนกิจกรรมด้านจิตวิญญาณ เช่น การบวชป่า การอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ การเลี้ยงผีฟ้า ผีฝาย ฯลฯ เครือข่าย ฯ จะเป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนทุกกิจกรรม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม ซึ่งสง่าบอกว่า เราต้องทำทั้งกิจกรรมด้านความเชื่อทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น เพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็งมากขึ้นในทุกมิติ
ถ้าเป้าหมายชัดเจน จะไม่มีวันล้มเหลว
จากการทำงานทั้งในบทบาทของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ทำหน้าที่อย่างอิสระ ฝังตัวทำงานกับุชมชนมายาวนาน ตั้งแต่สมัยที่ใส่ชุดพรางเข้าชุมชนไม่ได้ จนถึงปัจจุบันนี้ที่มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้เป็นพี่น้องชนเผ่ามากกว่า 70%
.
สง่ากล่าวว่า นั่นเป็นความภาคภูมิใจที่ตนได้มีส่วนในการแก้ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ของเจ้าหน้าที่กับชุมชนอย่างชัดเจน เพราะคนทำงาน คือปัจจัยสำคัญในการทำงานอย่างมีส่วนร่วม
.
สง่าบอกเราว่า สิ่งสำคัญคือ ถ้าเราทำงานอย่างมีเป้าหมายชัดเจน เราจะไม่มีวันล้มเหลว และปัจจัยที่ทำให้เกิดผลสำเร็จได้มากขึ้น เพราะมีเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิไทยรักษ์ป่า เข้ามาช่วยเหลือ และเป็นเบื้องหลังการทำงานที่เข้มแข็งมาตลอด ทำให้การมีส่วนร่วมของชุมชนเข้มแข็งขึ้นได้อย่างเช่นในทุกวันนี้
.
.
#คนรักษ์ป่า #วิถีชุมชนคนอยู่ร่วมผืนป่า
#คุณค่าในความหลากหลายทางชีวภาพ #คุณค่าป่าต้นน้ำ

