หลักการและเหตุผล
หากจะกล่าวถึงทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและมนุษย์ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามีความผูกพันและมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เพราะมนุษย์ได้พึ่งพึงพึ่งพาอาศัยและใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งทรัพยากรป่าไม้ น้ำและดินในการดำรงชีวิต แต่ปัจจุบันจำนวนประชากรเพิ่มสูงขึ้นความต้องการใช้ทรัพยากรก็มีมากขึ้นตามมา ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเกิดความเปลี่ยนแปลง อันเนื่องมาจากการกระทำและพฤติกรรมในการบริโภคของมนุษย์ ที่ขาดความตระหนักในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและมีการใช้อย่างฟุ่มเฟือย ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเกิดความเสื่อมโทรมขาดความสมดุลทางระบบนิเวศและความลากหลายทางชีวภาพลดลง เกิดผลกระทบอื่นๆตามมา เช่น ปัญหาขาดแคลนทรัพยากร ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือการเกิดสภาวะโลกร้อน
ในการนี้การสร้างความรู้ ความเข้าใจถึงความสำคัญและความตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าให้แก่เด็กและเยาวชนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและมีความจำเป็น เพราะเยาวชนคือส่วนสำคัญที่มีบทบาทหน้าที่ในการปกป้อง ดูแล รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกับทุกภาคส่วนในสังคม ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันเยาวชนมีการรวมกลุ่มกันทั้งในและนอกโรงเรียนเพื่อทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆมากมาย ถ้าหากได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนให้เยาวชนได้มีพื้นที่ในการทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและสามารถแสดงให้เห็นถึงบทบาทของเยาวชนต่อการอนุรักษ์ ก็จะสามารถสร้างพลังอันเข้มแข็งของเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีจิตสำนึกที่ดีต่อการทำประโยชน์เพื่อสังคมและส่วนรวม สร้างเยาวชนที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ เพราะเยาวชนคือความหวังและกำลังสำคัญในการอนุรักษ์และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อไปในอนาคต
วัตถุประสงค์
- เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ให้แก่เด็กและเยาวชน
- เพื่อพัฒนาแกนนำเยาวชนให้สามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้ไปต่อยอดทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนและชุมชนและนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน
- เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงบทบาทเยาวชนต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมผ่านการทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับภาคีเครือข่าย
กลุ่มเป้าหมาย
- เด็กและเยาวชนในโรงเรียนรอบๆอุทยานแห่งชาติเขาหลวง
- เด็กและเยาวชนที่เคยผ่านค่ายเด็กไทยรักษ์ป่าและค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า
- เด็กประถมปลายหรือมัธยมต้นโรงงเรียนในเขตเทศบางเมืองทุ่งสง
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
- เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และได้รับประสบการณ์ใหม่ๆจากการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายเยาวชนและกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เกิดทักษะการเป็นผู้นำ กล้าที่คิด กล้าที่จะทำ และแสดงออกให้เห็นถึงความสำคัญของบทบาทเยาวชนต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม
- เด็กและเยาวชนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่ามากขึ้น
หลักการและเหตุผลของโครงการเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม
การปลูกจิตสำนึกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชนเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะเยาวชนคือกำลังหลักที่จะช่วยดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ป่าต้นน้ำ และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิไทยรักษ์ป่าได้ดำเนินโครงการโรงเรียนไทยรักษ์ป่ากับ 7 โรงเรียน และขยายผลสู่โรงเรียนเครือข่ายอีก 14 แห่ง ทำให้เกิดการตระหนักรู้และความสนใจในด้านการอนุรักษ์มากขึ้น
ด้วยพลังของเครือข่ายเยาวชนที่เข้มแข็ง บวกกับการสนับสนุนจากคณะครูและโรงเรียน ทำให้การปลูกฝังแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมสามารถเริ่มจากสิ่งใกล้ตัว ขยายสู่โรงเรียน ชุมชน และจังหวัดได้อย่างยั่งยืน มูลนิธิจึงมุ่งพัฒนาต่อยอดเป็น เครือข่ายเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม ผ่านการจัดตั้งชมรมสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้เชิงลึกด้านความสำคัญของระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และสามารถลงมือปฏิบัติจริง จนกลายเป็นแกนนำด้านสิ่งแวดล้อมของเชียงใหม่
โครงการตั้งเป้าคัดเลือกโรงเรียนที่มีศักยภาพและความพร้อม เพื่อขยายเครือข่ายให้ครบ 30 โรงเรียน ครอบคลุมพื้นที่ป่าต้นน้ำหลัก 5 แห่ง ได้แก่ ป่าต้นน้ำดอยแม่แจ่ม, ป่าต้นน้ำดอยอินทนนท์, ป่าต้นน้ำดอยสุเทพ-ปุย, ป่าต้นน้ำดอยแม่วาง และป่าต้นน้ำดอยหลวงเชียงดาว โดยโรงเรียนที่เข้าร่วมจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับลำน้ำของป่าต้นน้ำ เพื่อเชื่อมโยงสู่การดูแลและรักษาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
- เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนในพื้นที่ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ ป่าต้นน้ำ และสิ่งแวดล้อม พร้อมพัฒนาทัศนคติที่ดีต่อการเป็น เยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม
- เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนมีบทบาทในโรงเรียนและชุมชน ผ่านรูปแบบชมรมสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ที่ต่อเนื่อง
- เพื่อสร้างและขับเคลื่อน เครือข่ายเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม จังหวัดเชียงใหม่ ให้ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านการอนุรักษ์ในระดับจังหวัด
กลุ่มเป้าหมายของโครงการเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม
- โรงเรียนในจังหวัดเชียงใหม่
- โรงเรียนในเครือข่ายโครงการเยาวชนไทยรักษ์ป่า จังหวัดเชียงใหม่
ผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการเยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม
- คัดเลือกโรงเรียนจำนวน 30 โรงเรียน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาศักยภาพของนักเรียนแกนนำ
- เกิดชมรมสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนและกิจกรรมขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติตามบริบทพื้นที่
- สร้างเครือข่าย เยาวชนรักษ์สิ่งแวดล้อม จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีพลังร่วมกันในการผลักดันประเด็นด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ
มูลนิธิไทยรักษ์ป่า สำนักงานกรุงเทพฯ
เบอร์ : 02-998-5000, 02-998-5999
Email : [email protected]
Facebook : มูลนิธิไทยรักษ์ป่า
Youtube : Thairakpa Foundation

หลักการและเหตุผล
จังหวัดชัยภูมิ เป็นจังหวัดที่มีผืนป่าต้นน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำหลายสาย และมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีความโดดเด่น ซึ่งในปัจจุบันได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว เยาวชนและประชาชน ไปพักผ่อนและสัมผัสกับความสวยงามของธรรมชาติเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อสนับสนุนให้นักท่องเที่ยว เยาวชนและประชาชนทั่วไปได้เกิดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ไม่ทำลายธรรมชาติและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศจากกิจกรรมการท่องเที่ยว โดยการหันมาสนใจต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จึงสมควรพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ได้มาตราฐานให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติและเป็นเครื่องมือถ่ายทอดคุณค่าและความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและป่าต้นน้ำที่มีคุณภาพ
การคัดเลือกพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการพัฒนาเส้นทางฯให้เกิดประโยชน์นั้น จำเป็นต้องมีการศึกษาข้อมูลในแต่ละพื้นที่ที่มีความเป็นไปได้ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในเบื้องต้นได้คัดเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเส้นทางฯ จากอุทยานแห่งชาติภูแลนคาและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ซึ่งเป็นภาคีภาครัฐในการการทำงานของมูลนิธิในจังหวัดชัยภูมิรวมไม่เกิน 5 ที่ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติต่อไป
วัตถุประสงค์
เพื่อสำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติเบื้องต้น และได้รับข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติในจังหวัดชัยภูมิ
เป้าหมาย
- สำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพไม่เกิน 5 เส้นทาง ใน จ.ชัยภูมิ ได้แก่
– ผาหัวนาค อช.ภูแลนคา
– ทุ่งกระมัง, วังสะพุง และศาลาพรหม เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ซึ่งทั้ง 3 เส้นทาง มีความสวยงามทางธรรมชาติและมีระบบนิเวศที่หลากหลาย
– สำรวจพื้นที่อื่นๆ ที่มีศักยภาพ
- พัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติ 1 แห่งในจังหวัดชัยภูมิที่มีมาตราฐานและครบทั้งระบบ
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
ได้สำรวจเส้นทางศึกษาธรรมชาติเบื้องต้น และมีข้อมูลในการศึกษาความเป็นไปได้ พร้อมทั้งข้อเสนอแนะในการพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติใน จ.ชัยภูมิ
หลักการและเหตุผล
เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกกรุงชิง เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ทางธรรมชาติ วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อนักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไปทั้งจากในพื้นที่และภายนอกพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ได้เข้ามาเรียนรู้คุณค่า ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพและความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศตามธรรมชาติ ซึ่งมีผู้เข้ามาใช้บริการเฉลี่ยประมาณปีละ 8,000-10,000 คนต่อปี มีศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสวยงามและโดดเด่นของน้ำตกฝนแสนห่าที่มีความสำคัญปรากฏอยู่หลังธนบัตรราคา 1,000 บาท ปี 2535 ของไทย เป็นแหล่งรวบรวมความหลากหลายของพืชพรรณและสัตว์ป่าที่มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์สูง ตลอดทั้งมีประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์ จากความขัดแย้งในเรื่องความคิดทางการเมือง ซึ่งยังคงปรากฏร่องรอยทางประวัติศาสตร์ให้นักท่องเที่ยวสามารถศึกษาเรียนรู้ถึงความเป็นมาได้ที่น้ำตกกรุงชิง
ซึ่งปัจจุบันเส้นทางบางจุดและป้ายสื่อความหมายอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม เนื่องจากขาดการบำรุงรักษา ส่งผลให้ลดประสิทธิภาพในการเรียนรู้และสื่อความหมาย ดังนั้นการพัฒนาเส้นทางและป้ายสื่อความหมายในเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกกรุงชิงให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติและเป็นเครื่องมือถ่ายทอดคุณค่าความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและป่าต้นน้ำที่มีคุณภาพและมาตรฐานนั้น จะสามารถสร้างแรงจูงใจให้มีผู้เข้ามาศึกษา ค้นคว้า วิจัย และรองรับกิจกรรมท่องเที่ยวและนันทนาการของอุทยานแห่งชาติเขาหลวงได้เพิ่มมากขึ้น เกิดความรู้ ความเข้าใจ ถึงคุณค่าความสำคัญ และเกิดจิตสำนึกต่อการอนุรักษ์ให้แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไปที่เข้ามาใช้บริการอย่างยั่งยืนสืบไป
วัตถุประสงค์
- เพื่อพัฒนาและยกระดับเส้นทางศึกษาธรรมชาติให้มีมาตรฐานและเป็นต้นแบบในการพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติเส้นทางอื่นๆ
- เพื่อสร้างและรวบรวมองค์ความรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพไว้อย่างครบถ้วน สมบูรณ์ เป็นแหล่งศึกษา ค้นคว้าวิจัยที่สำคัญของภาคใต้
- เพื่อใช้เป็นเครื่องมือถ่ายทอดองค์ความรู้และปลูกจิตสำนึกด้านคุณค่าความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและป่าต้นน้ำ ให้แก่เด็ก เยาวชน นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป
- เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการมีส่วนร่วมในการปกป้องพิทักษ์ป่าระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยานและชุมชนรอบๆพื้นที่ป่าอนุรักษ์ผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกกรุงชิง
เป้าหมาย
พัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกกรุงชิง ระยะทาง 4 กิโลเมตร
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
- เส้นทางศึกษาธรรมชาติมีมาตรฐานและเป็นต้นแบบในการพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติเส้นทางอื่นๆ
- เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่รวบรวมรวมองค์ความรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพไว้อย่างครบถ้วน สมบูรณ์ เป็นแหล่งศึกษา ค้นคว้าวิจัยที่สำคัญของภาคใต้
- เป็นเครื่องมือถ่ายทอดองค์ความรู้และปลูกจิตสำนึกด้านคุณค่า ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและป่าต้นน้ำ ให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- คุณค่าและความสำคัญของทรัพยากรและป่าต้นน้ำไว้ถูกเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ และถ่ายทอด จนก่อเกิดเป็นจิตสำนึกในการที่ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรและป่าต้นน้ำ
- ทรัพยากรธรรมชาติและป่าต้นน้ำได้รับการปกป้อง ดูแลรักษาให้คงไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพ โดยการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ อช.เขาหลวงและชุมชนรอบป่า
มูลนิธิไทยรักษ์ป่าร่วมกับอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์และอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ได้เห็นความสำคัญของการใช้เส้นทางศึกษาธรรมชาติเป็นแหล่งเรียนรู้ป่าต้นน้ำเพื่อสร้างความตระหนักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้พัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติขึ้น จำนวน 3 เส้นทาง คือ เส้นทางฯ กิ่วแม่ปาน และ เส้นทางฯ อ่างกา อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ และ เส้นทางฯ น้ำตกมณฑาธาร อช. ดอยสุเทพ-ปุย ซึ่งเส้นทางฯ ทั้ง 3 เส้น ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว เยาวชน และประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไประบบนิเวศในเส้นทางเปลี่ยนแปลง อีกทั้งการผุกร่อนตามเวลาของโครงสร้าง จึงเห็นควรปรับปรุงเส้นทางฯ ทั้ง 3 เส้นทางให้มีคุณภาพ และปรับปรุงสื่อเผยแพร่เพื่อมีความเหมาะสมกับเทคโนโลยีในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้เพื่อเป็นการเผยแพร่ความสำคัญของป่าต้นน้ำให้กับนักท่องเที่ยวเยาวชนและประชาชนทั่วไป ที่ให้ความสนใจในเรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติที่มีมากขึ้น จึงควรพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติเส้นใหม่เพิ่มเติมทั้งระบบ คือ เป็นแหล่งเรียนรู้ป่าต้นน้ำ ชุมชนในพื้นที่ได้ประโยชน์และไม่บุกรุกป่า และมีการสื่อสารที่ตรงตามยุคสมัยในเบื้องต้นได้คัดเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเส้นทางฯ จากอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์และดอยสุเทพ-ปุย ซึ่งเป็นภาคีภาครัฐในการทำงานของมูลนิธิในจังหวัดเชียงใหม่รวมไม่เกิน 3 ที่ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติต่อไป
วัตถุประสงค์
- เพื่อพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติที่มีมาตรฐาน ให้กับ กลุ่มคนที่สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้ เกิดความรู้สึกรัก หวงแหน และเกิดการเปลี่ยนแปลงในการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- พัฒนาระบบการบริหารจัดการ การใช้ประโยชน์เส้นทาง และสื่อเผยแพร่ให้ครบทั้งระบบและเกิดประโยชน์กับชุมชนในพื้นที่
เป้าหมาย
กลุ่มเยาวชน และ นักท่องเที่ยวที่สนใจทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
- พัฒนาและปรับปรุงเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่มีอยู่ในปัจจุบันให้ครบวงจร
- พัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติแห่งใหม่ให้ครบวงจร
เส้นทางศึกษาธรรมชาติดอยอินทนนท์ไม่เพียงเป็นเส้นทางเดินป่าธรรมดา แต่เป็นประตูสู่การเรียนรู้ความอุดมสมบูรณ์ของป่าต้นน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตในภาคเหนือ มูลนิธิไทยรักษ์ป่าร่วมกับอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์และดอยสุเทพ-ปุย ได้ทุ่มเทพัฒนาเส้นทางกิ่วแม่ปาน อ่างกา และน้ำตกมณฑาธาร ให้เป็นห้องเรียนธรรมชาติที่มีชีวิต
แม้เวลาผ่านไป ธรรมชาติย่อมเปลี่ยนแปลง เส้นทางเดิมจึงต้องการการดูแลและปรับปรุงให้ทันสมัย พร้อมกับการพัฒนาเส้นทางใหม่ที่จะเชื่อมโยงคนกับป่าในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โครงการนี้มุ่งสร้างแหล่งเรียนรู้ที่ไม่เพียงให้ความรู้ แต่ยังปลูกฝังความรักและความหวงแหนในทรัพยากรธรรมชาติ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ดอยอินทนนท์
เบอร์ : 02-998-5000, 02-998-5999
Email : [email protected]
Facebook : มูลนิธิไทยรักษ์ป่า
Youtube : Thairakpa Foundation

หลักการและเหตุผล
มูลนิธิไทยรักษ์ป่าได้น้อมนำแนวทางพระราชดำริของสมเด็จพระเทพฯว่าด้วยเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเป็นระบบลุ่มน้ำ กล่าวคือ การจัดการเป็น 3 ระดับ ระดับลุ่มน้ำหลัก ระดับลุ่มน้ำสาขาและระดับลุ่มน้ำย่อย บนหลักการการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การดำเนินงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในรูปแบบของลุ่มน้ำ มูลนิธิฯมีพื้นที่การดำเนินงานในลุ่มน้ำหลักคือลุ่มน้ำแม่ปิง มีลุ่มน้ำสาขาที่มีความสำคัญอยู่ 6 ลุ่มน้ำได้แก่ แม่แตง แม่กวง แม่งัด ลี้ แม่แจ่มและแม่กลาง มูลนิธิฯไดเข้าดำเนินงานในพื้นที่ลุ่มน้ำย่อยของลุ่มน้ำสาขา 2 ลุ่มน้ำได้แก่ ลุ่มน้ำแม่กลางและลุ่มน้ำแม่แจ่ม จากการดำเนินงานในรูปแบบของเครือข่ายลุ่มน้ำย่อยที่ผ่านมา (ระหว่างปี 2557 – 2559) มูลนิธิฯได้ดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายจำนวน 3 ลุ่มน้ำย่อย ได้แก่ เครือข่ายลุ่มน้ำแม่ยะ-แม่ปอน เครือข่ายลุ่มน้ำ (อำเภอจอมทอง จ.เชียงใหม่)แม่อวม-แม่ ปานและเครือข่ายลุ่มน้ำแม่แจ่มตอนบน (อำเภอแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่)บนหลักการการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน พบว่า ประชาชนที่อยู่ใน 3 เครือข่ายข่ายลุ่มน้ำคืนพื้นที่ทำกินให้เป็นพื้นที่ป่ากว่า 1,000 ไร่ แก้ไขกรณีข้อพิพาทในพื้นที่ทำกินและพื้นที่ป่ากว่า 18 ครั้ง การลดลงของไฟป่าหมอกควันในพื้นที่เครือข่ายลุ่มน้ำ การลดการบุกรุกพื้นที่ป่าโดยแผนงานการจัดการที่ดินในพื้นที่เครือข่ายลุ่มน้ำและผลักดันเป็นนโยบายในระดับตำบลได้ 1 ตำบล คือ ตำบลบ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ อยู่ระหว่างการผลักดันอีก 2 ตำบล คือตำบลแม่นาจรและตำบลช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เกิดกลไกแผนงานการจัดการทรัพยากรร่วมกันระหว่างหน่วยงานราชการ ประชาชน สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรพัฒนาเอกชน และเกิดกลุ่มแกนนำกลุ่มเยาวชนคนต้นน้ำในการทำการเกษตรที่เอื้อต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อสืบทอดงานอนุรักษ์ของเครือข่ายลุ่มจำนวน 19 คน และจากกระบวนการดำเนินงานที่ทำให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกันส่งผลให้เกิดความเข้าใจแนวคิด ความจำเป็นและข้อจำกัดของกันและกันในพื้นที่เครือข่ายลุ่มน้ำและที่สำคัญก่อให้เกิดความเป็นเจ้าของร่วมในทรัพยากรธรรมชาติฯ
การดำเนินงานในช่วงระยะเวลา 3 ปี (ระหว่างปี 2557-2559) ของมูลนิธิฯมีแผนงาน กิจกรรมที่ดำเนินงานแล้วแต่ยังไม่บรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้ เช่น การจัดการที่ดินอย่างมีส่วนร่วม การส่งเสริมการเกษตรที่ยั่งยืน อาชีพเสริม ซึ่งมีความจำเป็นในการที่จะต้องดำเนินงานต่อเพื่อบรรลุตามเป้าหมาย และพัฒนาประเด็นงานที่สอดคล้องกับประเด็นงานเดิม คือการปลูกไม้ใช้เองและการพัฒนาแหล่งน้ำทางการเกษตร มูลนิธิฯยังหนุนเสริมให้เกิดเครือข่ายใหม่ ซึ่งมีพื้นที่ความสำคัญต่อลุ่มน้ำหลักและเชื่อมต่อกับเครือข่ายลุ่มน้ำเดิมที่มูลนิธิไทยรักษ์ป่าได้ดำเนินมาช่วงที่ผ่านมา
ดังนั้นมูลนิธิไทยรักษ์ป่าจึงได้พัฒนา โครงการเครือข่ายลุ่มน้ำ สานต่องานที่ดำเนินการยังไม่บรรลุเป้าหมาย พัฒนางานที่มีความสอดคล้องกับประเด็นงานเดิม เพื่อให้คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุล มั่นคงและยั่งยืนตามหลักการดำเนินงานของมูลนิธิที่ว่าด้วย คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้
วัตถุประสงค์
- เพื่อหนุนเสริมและสร้างให้องค์กรชุมชนและเยาวชนเกิดความเข้มแข็งในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมกับทุกภาคส่วน
- เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการป้องกัน ฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติตามภูมิปัญญาในพื้นที่เครือข่ายลุ่มน้ำ
- เพื่อแก้ปัญหาประเด็นร่วมของระดับลุ่มน้ำโดยคณะกรรมการเครือข่ายลุ่มน้ำ
กลุ่มเป้าหมาย
อำเภอจอมทอง
- เครือข่ายลุ่มน้ำแม่ยะ-แม่ปอน ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ จำนวน 14 หมู่บ้าน
- เครือข่ายลุ่มน้ำแม่กลาง ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ จำนวน 7 หมู่บ้าน
- เครือข่ายลุ่มน้ำแม่เตี๊ยะ ต.บ้านแปะ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ จำนวน 1 หมู่บ้าน
- เครือข่ายลุ่มน้ำแม่แตะ ต.ดอยแก้ว อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ จำนวน 9 หมู่บ้าน
อำเภอแม่แจ่ม
- เครือข่ายลุ่มน้ำแม่อวม-แม่ปาน ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ จำนวน 9 หมู่บ้าน
- เครือข่ายลุ่มน้ำแม่แจ่มตอนบน ต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ จำนวน 6 หมู่บ้าน
- เครือข่ายลุ่มน้ำแม่วาก-แม่มะลอ ต.แม่นาจร อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ จำนวน 4 หมู่บ้าน
- เครือข่ายลุ่มน้ำแม่แรก ต.ท่าผา อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ จำนวน 12 หมู่บ้าน
อำเภอกัลยาณิวัฒนา
- เครือข่ายลุ่มน้ำห้วยงู ต.แจ่มหลวง อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ จำนวน 2 หมู่บ้าน
- เครือข่ายลุ่มน้ำเปอะฉี่โกล๊ะ ต.แจ่มหลวง อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ จำนวน 2 หมู่บ้านรวมทั้งสิ้น 66 หมู่บ้าน 10 เครือข่ายลุ่มน้ำ 3 อำเภอ (จอมทอง แม่แจ่ม กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่)
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
- สร้างความเข้มแข็งเครือข่ายคณะกรรมการ 10 ลุ่มน้ำ
- สร้างความร่วมมือเครือข่ายลุ่มน้ำเพื่อขับเคลื่อนในการป้องกัน ฟื้นฟู และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติตามภูมิปัญญา
- ร่วมการแก้ไขประเด็นร่วมระดับลุ่มน้ำ
- ส่งเสริมและสนับสนุนงานเยาวชนคนต้นน้ำ
หลักการและเหตุผล
ป่าภูหลงเป็นป่าดงดิบผืนสำคัญแห่งเทือกเขาภูแลนคา เป็นป่าต้นน้ำลำปะทาว ลำน้ำใหญ่ที่ให้กำเนิดน้ำตกตาดโตน ก่อนไหลไปรวมกับแม่น้ำชี ซึ่งมีต้นน้ำกำเนิดจากป่าภูเขียว หล่อเลี้ยงชีวิตชาวชัยภูมิ และชาวอีสานกว่าค่อนภูมิภาค แต่เมื่อช่วงเดือนเมษายน 2559 เกิดไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 12 ปี ซึ่งเกิดจากการจุดไฟเผาป่าถึง 2 ครั้ง เผาทั้งพื้นที่แปลงปลูกป่าและข้ามแนวกันไฟเข้ามาจุดไฟกลางใจป่าดิบแล้ง กินเนื้อที่เกือบ 3,000 ไร่ นับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ หากคิดเป็นเงินก็จะเป็นเงินมหาศาล แต่หากคิดในแง่ชีวภาพแล้วแทบจะเมินค่าไม่ได้
ซึ่งหลังจากไฟไม้ป่า พื้นที่ป่าถูกเปิด แน่นอนว่าความร้อนจากแสงอาทิตย์ย่อมแผดเผาผิวดินเพิ่มมากขึ้น น้ำซับซึ่งสะสมในดิน ร่องหินแตก และชั้นหินผุย่อยย่อมระเหยเร็วมากขึ้น การปลูกฟื้นฟูป่าและแหล่งน้ำตามธรรมชาติ จึงจำเป็นที่จะต้องทำอย่างเร่งด่วน โดยการฟื้นฟูพื้นที่ฝายเก็บน้ำกุฎิ 11ห้วยร่องน้ำและขุนน้ำ ซึ่งครบคลุมพื้นที่ด้านตะวันตกของวัดป่ามหาวัน จำนวน 300 ไร่ และพื้นที่ป่าภูหลงซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูแลนคา จำนวน 1,000 ไร่ ซึ่งต้องใช้เวลาและความรู้ทางนิเวศวิทยาป่าไม้ในระดับสูง เพื่อวางแนวทางและแผนงานที่ดีพอที่จะฟื้นป่าให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาโครงสร้างป่า ชนิดพันธุ์ไม้ และสิ่งแวดล้อมของป่าดั้งเดิม ทั้งนี้ก็เพื่อให้ต้นไม้ที่ปลูกมีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และได้ทำหน้าที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผืนป่าเพื่อรักษาแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของต้นน้ำลำปะทาว ต้นธารสรรพชีวิตของเทือกเขาภูแลนคา นอกจากการฟื้นฟูป่าแล้ว การติดตามผลและบำรุงรักษาหลังการปลูก จะช่วยเพิ่มอัตราการอดตายของต้นไม้ที่ปลูกสูงขึ้น ตลอดทั้งการทำแนวกันไฟเพื่อป้องไฟไหม้ ซึ่งกระบวนการฟื้นฟูป่าทั้งระบบตั้งแต่การปลูก การติดตามดูแลรักษา และการทำแนวป้องกันไฟป่านั้น ควรคำนึงถึงความต่อเนื่องและความยั่งยืน จึงควรให้ความสำคัญต่อการจัดการอย่างยั่งยืน โดยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนทั้งวัดป่ามหาวัน ชุมชนรอบป่าภูหลง และอุทยานแห่งชาติภูแลนคา เพื่อให้เกิดแนวร่วมของการดูแลรักษาป่าภูหลงในระยะยาว
วัตถุประสงค์
- เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศป่าและแหล่งน้ำตามธรรมชาติให้กลับสู่สภาพสมบูรณ์โดยเร็วที่สุด
- เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสร้างจิตสำนึกให้แก่ทุกภาคส่วนในการดูแลรักษาป่าและแหล่งน้ำตามธรรมชาติ
เป้าหมาย
เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าและแหล่งน้ำบริเวณห้วยร่องน้ำและขุนน้ำวัดป่ามหาวัน จำนวน 300 ไร่ และพื้นที่
ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติภูแลนคา จำนวน 1,000 ไร่ รวมทั้งสิ้น 1,300 ไร่ ให้กลับมาเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหารของชุมชน แหล่งที่อาศัยของสัตว์ป่า และสิ่งมีชีวิตที่ต้องพึ่งพาอาศัยป่าผืนนี้
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
- ระบบนิเวศป่าและแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางระบบนิเวศมากขึ้น
- มีการบริการจัดการป่าและแหล่งน้ำตามธรรมชาติอย่างยั่งยืนโดยใช้กระบวนการการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
การฟื้นฟูป่าภูหลงและบทบาทชุมชนในการอนุรักษ์แหล่งน้ำ
โครงการฟื้นฟูป่าภูหลง รักษาตาน้ำ เป็นการดำเนินงานที่อาศัยทั้งหลักวิชาการด้านป่าไม้และภูมิศาสตร์น้ำ ร่วมกับพลังของชุมชนในพื้นที่ การมีส่วนร่วมของพระสงฆ์ เยาวชน และชาวบ้าน สะท้อนถึงความเข้าใจที่ว่า “ป่า” และ “น้ำ” คือรากฐานของชีวิตที่ต้องดูแลร่วมกัน
ความสำคัญของการฟื้นฟูป่าภูหลง
การฟื้นฟูป่าภูหลงไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้ แต่คือการฟื้นคืนระบบนิเวศ ตาน้ำ และความอุดมสมบูรณ์ให้กลับคืนมา เมื่อแหล่งน้ำสมบูรณ์ก็จะช่วยลดปัญหาภัยแล้งและเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชนโดยรอบ
การมีส่วนร่วมคือหัวใจของความยั่งยืน
กิจกรรมต่าง ๆ เช่น การปลูกป่า การขุดร่องน้ำ และการอนุรักษ์ตาน้ำ ดำเนินไปพร้อมกับการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับคนในท้องถิ่น เพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมกันดูแลทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูป่าภูหลง รักษาตาน้ำ เพื่อคนรุ่นต่อไป
มูลนิธิไทยรักษ์ป่า สำนักงานกรุงเทพฯ
เบอร์ : 02-998-5000, 02-998-5999
Email : [email protected]
Facebook : มูลนิธิไทยรักษ์ป่า
Youtube : Thairakpa Foundation

หลักการและเหตุผล
ปี 2558 มูลนิธิไทยรักษ์ป่ามีแนวคิดการดำเนินงาน โครงการสร้างป่า สร้างรายได้ ครอบคลุมพื้นที่ 3 ตำบล ได้แก่ตำบลช่างเคิ่ง ตำบลท่าผาและ ตำบลบ้านทับ มีเป้าหมายในการร่วมฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ใน อ.แม่แจ่ม ให้เป็นพื้นที่สีเขียวไม่น้อยกว่า 1,000 ไร่ ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยมีพื้นที่การทำงานอยู่ 3 ส่วนได้แก่
- การพัฒนาศูนย์เรียนรู้ รพ.เทพรัตนฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้การทำการเกษตรในรูปแบบพึ่งพาตนเอง เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายปรับ ประยุกต์ใช้กับพื้นที่ ได้เห็นและสัมผัสพื้นที่ที่เป็นรูปธรรมและเป็นความร่วม
- สนับสนุนศูนย์เพาะชำกล้าไม้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนงานกล้าไม้แก่ภาคส่วนต่างๆที่ร่วมอยู่ในโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ และสนับสนุนกล้าไม้ให้แก่ชุมชนที่จะร่วมฟื้นฟูพื้นที่ป่าในบริเวณป่าต้นน้ำในอำเภอแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่
- การดำเนินโครงการฯในพื้นที่เป้าหมายในวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธารที่เสื่อมโทรมและส่งเสริมให้ชาวบ้านปรับระบบการผลิตจากพืชเชิงเดี่ยวเป็นระบบผสมผสานร่วมกับ 7 หมู่บ้าน
ทั้ง 3 พื้นที่มีความเชื่อมโยงและสนับสนุนกันและกัน ซึ่งมูลนิธิไทยรักษ์ป่ามีความเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานที่ดีนั้นต้องเริ่มจากต้นทางที่ดี คือมีกล้าไม้ให้ชาวบ้านปลูก มีพื้นที่ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจได้ สร้างแรงจูงใจและเป็นพื้นที่ที่มีความใกล้เคียงกับพื้นที่ของกลุ่มเป้าหมายและสุดท้ายต้องมีผู้นำไปปฏิบัติจึงจะเกิดผลและส่งผลให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางเอาไว้
วัตถุประสงค์
- เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของกรมป่าไม้ในการฟื้นฟูเขาหัวโล้น อ.แม่แจ่ม
- เพื่อส่งเสริมให้เกิดชุมชนนำร่องในโครงการสร้างป่า สร้างรายได้ตามแนวพระราชดำริฯ
- เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ที่ได้จากการขอคืนพื้นที่ และ ของชุมชนในพื้นที่
เป้าหมาย
ชุมชนนำร่อง 7 ชุมชน 3 ตำบล ในอำเภอแม่แจ่ม ที่เข้าร่วมโครงการสร้างป่า สร้างรายได้
ตามแนวพระราชดำริ
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
สามารถดำเนินงานตามแผนงานได้ดังนี้
- แผนงานสนับสนุนศูนย์เรียนรู้ รพ.เทพรัตนฯ เพื่อเป็นตัวอย่างการฟื้นฟูเขาหัวโล้น
- แผนงานสนับสนุนศูนย์เพาะชำกล้าไม้ แม่แจ่ม ร่วมกับกรมป่าไม้
- แผนงานสร้างป่า สร้างรายได้ ในพื้นที่นำร่อง 7 ชุมชน พื้นที่ 3 ตำบล
แม่แจ่ม…ป่าที่เสื่อมโทรมแต่เปี่ยมศักยภาพ
อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าทางธรรมชาติและวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผืนป่าในพื้นที่บางส่วนประสบกับภาวะเสื่อมโทรมจากการใช้ประโยชน์เกินศักยภาพของธรรมชาติ เช่น การเกษตรเชิงเดี่ยว การบุกรุกพื้นที่สูง ฯลฯ
โครงการ “สร้างป่า สร้างรายได้” แก้ป่าก็ได้ ชุมชนก็อยู่ได้
“โครงการฟื้นฟูป่าในแม่แจ่ม” เกิดขึ้นจากแนวคิดที่จะฟื้นคืนสมดุลของระบบนิเวศไปพร้อมกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ตามแนวทางพระราชดำริของรัชกาลที่ 9
จุดเด่นของโครงการนี้คือ ไม่ได้มุ่งปลูกต้นไม้อย่างเดียว แต่ยัง ส่งเสริมอาชีพและรายได้แบบไม่ทำลายป่า เช่น
- การปลูกพืชท้องถิ่นที่ใช้ประโยชน์ได้จริง (ขิง ข่า กระเทียม ไม้ผล สมุนไพร)
- การส่งเสริมไม้เศรษฐกิจที่ไม่กระทบความหลากหลายทางชีวภาพ
“ป่าแม่แจ่มสร้างรายได้” จึงเป็นแนวทางผสานเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
ฟื้นฟูอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มที่ความเข้าใจของคนในพื้นที่
การฟื้นฟูป่าไม่ใช่เรื่องของต้นไม้เท่านั้น แต่ต้องเริ่มจาก “คน” โครงการนี้จึงเน้นพัฒนาองค์ความรู้ผ่านการอบรม การเรียนรู้จากการลงมือทำจริง และการส่งต่อความรู้จากรุ่นสู่รุ่น
- เยาวชนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมอนุรักษ์
- ผู้นำชุมชนร่วมออกแบบการจัดการพื้นที่
- เกษตรกรได้รับการสนับสนุนด้านการผลิตและตลาด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโครงการนี้
โครงการนี้ดำเนินงานในพื้นที่ใดบ้าง?
ปัจจุบันดำเนินการครอบคลุมพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมในหลายหมู่บ้านของอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรในพื้นที่สูง
ชาวบ้านได้รับประโยชน์อย่างไร?
ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้นจากพืชที่ปลูกในระบบวนเกษตร ไม่ต้องบุกรุกป่าเพิ่ม ขณะเดียวกันก็มีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติรอบตัว
โครงการมีผลลัพธ์ที่วัดได้หรือไม่?
จากข้อมูลของมูลนิธิฯ พบว่า มีการฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมแล้วกว่า 1,000 ไร่ และมีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนในพื้นที่ เพื่อขยายผลสู่หมู่บ้านใกล้เคียง
ต้นแบบการพัฒนาเพื่อทั้งป่าและคน
โครงการ “สร้างป่า สร้างรายได้” ที่แม่แจ่ม ไม่เพียงเป็นแบบอย่างของการฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม แต่ยังเป็นโมเดลที่ชี้ให้เห็นว่า การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับธรรมชาติเป็นไปได้จริง หากมีกระบวนการที่ชุมชนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรม
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างป่าอย่างยั่งยืน
มูลนิธิไทยรักษ์ป่า สำนักงานกรุงเทพฯ
เบอร์ : 02-998-5000, 02-998-5999
Email : [email protected]
Facebook : มูลนิธิไทยรักษ์ป่า
Youtube : Thairakpa Foundation
